⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3769/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3769/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง หากแผนที่แสดงให้เข้าใจสภาพและที่ตั้งของที่ดินได้ชัดเจน คำฟ้องไม่เคลือบคลุม การที่บุคคลมีสิทธิใช้ที่ดินของผู้อื่นเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ย่อมมีอำนาจฟ้องผู้ที่ทำให้สิทธิในการใช้ทางสาธารณะของตนได้รับความสะดวกน้อยลงได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินพิพาทปัจจุบันเป็นซอยทองหล่อ 18 โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 โดยโจทก์แนบแผนที่สังเขปมาท้ายคำฟ้องซึ่งแสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าที่ดินของโจทก์อยู่สุดซอยทองหล่อ 18 ติดกับคลองเป้งและติดกับที่ดินของ ท. ซึ่งเป็นทางเชื่อมกับที่ดินพิพาทเพื่อออกสู่ถนนสุขุมวิท 55แผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย เป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าที่ดินของโจทก์ ที่ดินของ ท. และที่ดินพิพาทอยู่ในบริเวณใดและมีสภาพเป็นอย่างไรคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ดินของโจทก์อยู่สุดซอยทองหล่อ 18 แม้โจทก์ไม่เคยอยู่อาศัยในซอยดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะเข้าออกเพื่อไปดูแลหรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะทั้งแปลงตามที่โจทก์อ้างในฟ้องแล้ว การที่จำเลยทั้งเก้าทำที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นตลาดสดย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะใช้ทางสาธารณะได้รับความสะดวกน้อยลง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเก้าได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9ให้การว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพราะโจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งเก้า เหตุที่โจทก์ไม่ขออนุญาตหรือขอให้จำเลยทั้งเก้าจดทะเบียนภารจำยอมให้ ก็เพราะโจทก์จะทำให้ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะเพื่อให้ที่ดินของโจทก์มีราคาสูงขึ้น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ฎีกาว่า โจทก์จะปลูกบ้านพักและอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์ซึ่งทางราชการจะอนุญาตต่อเมื่อติดทางสาธารณะที่มีขนาดกว้างไม่ต่ำกว่า 10 เมตร เป็นการฟ้องคดีเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อันเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ให้การไว้ฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องว่า พ. และ น. เจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2485 จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นทายาทของ พ. และ น. ได้ผู้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งเก้าได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายย่อมเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งเก้าที่อ้างว่าจำเลยทั้งเก้าไม่ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของนายพัน โพบุตร และนางพิน แสงมะณี ที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทองหล่อ ทองบุญรอด นายพัน นางพิน และนายทองหล่อได้ร่วมกันยกที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทางสาธารณะประโยชน์ให้ประชาชนใช้สัญจรเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 ตั้งแต่ปี 2485 ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเดิมเรียกว่า ซอยโพบุตร ปัจจุบันเรียกว่าซอยทองหล่อ 18 โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7209 ตำบลคลองตันอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และได้สร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินแปลงดังกล่าวโดยใช้ซอยทองหล่อ 18 เป็นทางสัญจรเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 มาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี จำเลยทั้งเก้าเป็นผู้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 จากนายพันและนางพินเมื่อปี 2531 ต่อปี 2535 จำเลยทั้งเก้าได้ปิดกั้นทางเข้าออกบนที่ดินโฉนดเลขที่7095 ซึ่งนายพันและนางพินยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยให้บุคคลอื่นเข้ามาเปิดร้านค้าบนที่ดินดังกล่าวทำให้โจทก์และบุคคลอื่นไม่สามารถใช้ทางสัญจรไปมาตามปกติได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 ซึ่งนายทองหล่อยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ยังเป็นทางสัญจรไปมาได้ แต่ไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณะสุขุมวิท 55 ได้ เพราะจำเลยทั้งเก้าได้ปิดกั้นขวางอยู่ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 และ 7243 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นทางสาธารณประโยชน์ และห้ามจำเลยทั้งเก้าพร้อมบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ตำบลคลองตันอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ให้การทำนองเดียวกันว่า นายพัน นางพิน และนายทองหล่อไม่เคยยกที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องให้ประชาชนทั่วไปใช้สัญจรเป็นทางเข้า - ออก สู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 ตั้งแต่ปี 2485 จนถึงปัจจุบันแต่อย่างใดและบุคคลทั้งสามไม่ได้ทำหนังสือหรือแสดงเจตนาทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมเพื่อยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่ได้ยินยอมและอนุญาตให้บุคคลบางคนใช้เป็นทางชั่วคราวเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 55 ตามความจำเป็นและต้องขออนุญาตก่อน ที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องไม่ได้มีสภาพเป็นถนนทั้งหมดคงมีเฉพาะส่วนยาวประมาณ 40 เมตร จากปากซอยทองหล่อ 18 ติดถนนสุขุมวิท 55 เท่านั้น ที่มีสภาพเป็นถนนคอนกรีต ส่วนต่อจากบริเวณถนนคอนกรีตไปจนถึงคลองเป้งไม่มีสภาพเป็นถนนและเดิมเป็นเพียงทางเดินมีสภาพเป็นดินกว้างเพียงประมาณ 2 เมตร และบุคคลที่ใช้ทางเดินดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้แนบสำเนาโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงมาท้ายคำฟ้องและคำฟ้องมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ตรงบริเวณใดมีสภาพและถูกแบ่งแยกออกมาจากโฉนดที่ดินแปลงใดที่ดินของโจทก์อยู่ตรงบริเวณใด ผู้ใดปิดกั้นทางพิพาทและเป็นอุปสรรคขัดข้องไม่สามารถใช้ทางได้อย่างไร โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริตเพราะโจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามฟ้องเป็นที่ดินส่วนบุคคลและเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยทั้งเก้า โจทก์จะทำให้เป็นทางสาธารณะเพื่อให้ที่ดินของโจทก์มีราคาสูงขึ้นโดยไม่ขอความยินยอมหรือขอภารจำยอมจากจำเลยทั้งเก้า เมื่อจำเลยทั้งเก้าได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวก็ไม่เคยยกที่ดินหรือยินยอมหรือเจตนาให้เป็นทางสาธารณประโยชน์และจำเลยทั้งเก้ายังได้ดูแลทำประโยชน์ ในที่ดินทั้งสองแปลงตามปกติ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์ โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7209 ตำบลคลองตันอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และโจทก์ไม่ได้ใช้ซอยทองหล่อ 18 เป็นทางสัญจรเข้าออก จำเลยทั้งเก้ามิได้ปิดกั้นขัดขวางทางเข้าออกซอยทองหล่อ 18 และร้านค้าที่ปรากฏอยู่ริมทางในซอยดังกล่าวก็มิได้ขวางทางสัญจรแต่อย่างใด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร ทั้งแปลงเป็นทางสาธารณะ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆอันเป็นการรบกวนปิดกั้นทางสาธารณะดังกล่าว คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่เป็นตลาดสดชั่วคราว ส่วนที่ระบายด้วยสีเขียว ตามแผนที่ประกอบการเดินเผชิญสืบโดยสังเขปลงวันที่ 20 ตุลาคม2540 ไม่ใช่ทางสาธารณะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งเก้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7209 ซึ่งอยู่สุดซอยทองหล่อ 18ติดกับคลองเป้ง โดยซื้อมาเมื่อปี 2533 ซอยทองหล่อ 18 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท55 หรือซอยทองหล่อเดิม จากปากซอยทองหล่อ 18 ลึกเข้าไปในซอยประมาณ 40 เมตรเป็นถนนคอนกรีตขนาดกว้าง 7.50 เมตร ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ถัดเข้าไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ซึ่งมีชื่อจำเลยทั้งเก้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยรับมรดกจากนายพันและนางพินตั้งแต่ปี 2531 และเป็นที่ดินพิพาท ที่ดินแปลงนี้มีความกว้างประมาณ 14.80เมตร ยาว 112 เมตร มีถนนคอนกรีตรวมทางเท้ากว้าง 7.50 เมตร เท่ากับทางสาธารณะจากปากซอย และมีความยาวตลอดแนวที่ดินพิพาททางซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าไปในซอยที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีกด้านหนึ่งจำเลยทั้งเก้าได้เทพื้นคอนกรีตสูงกว่าระดับถนนและกางเต้นท์ทำเป็นตลาดสดให้เช่าค้าขาย ถัดจากที่ดินพิพาทเข้าไปจนสุดซอยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 ของนายทองหล่อ ทองบุญรอด ซึ่งมีแนวตรงกับที่ดินพิพาท มีถนนคอนกรีตเลยเข้าไปในที่ดินของนายทองหล่อเป็นระยะทาง 13 เมตร ขนาดกว้างเท่ากับถนนคอนกรีตในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2531 จำเลยทั้งเก้าได้จดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินพิพาทบางส่วนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4186 และ 7096 ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ กว้าง 7 เมตร เท่ากับถนนคอนกรีตในที่ดินพิพาท และที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ทั้งสองโฉนดดังกล่าวได้ก่อสร้างเป็นอาคารชุดชื่อ "ทองหล่อทาวเวอร์" รายละเอียดเป็นไปตามแผนที่ประกอบการเดินเผชิญสืบโดยสังเขปของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม2540 พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยทั้งเก้าฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าที่ดินของโจทก์อยู่บริเวณใด ที่ดินพิพาทอยู่บริเวณใด มีสภาพเป็นอย่างไรกว้างยาวเท่าใด ประเด็นข้อนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลฎีกาคงรับวินิจฉัยให้เฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 เท่านั้น และเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า ที่ดินพิพาทปัจจุบันเป็นซอยทองหล่อ 18 โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 โดยโจทก์แนบแผนที่สังเขปมาตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ซึ่งแสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าที่ดินของโจทก์อยู่สุดซอยทองหล่อ 18 ติดกับคลองเป้ง และติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 ของนายทองหล่อ ที่ดินของนายทองหล่อแปลงนี้เป็นทางเชื่อมกับที่ดินพิพาท เพื่อออกสู่ถนนสุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ) แผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วยเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าที่ดินของโจทก์ ที่ดินของนายทองหล่อและที่ดินพิพาทอยู่ในบริเวณใดและมีสภาพเป็นอย่างไร จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ก็ต่อสู้คดีได้อย่างเข้าใจสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4ถึงที่ 9 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยทั้งเก้าฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ไม่เคยอาศัยอยู่ในซอยทองหล่อ 18 และทางในซอยดังกล่าวก็ยังใช้ได้เป็นปกติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ที่ดินของโจทก์อยู่สุดซอยทองหล่อ 18 แม้โจทก์ไม่เคยอยู่อาศัยในซอยดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะเข้าออกเพื่อไปดูแลหรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะทั้งแปลงตามที่โจทก์อ้างในฟ้องแล้ว การที่จำเลยทั้งเก้าทำที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นตลาดสดย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะใช้ทางสาธารณะได้รับความสะดวกน้อยลง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเก้าได้ ส่วนที่จำเลยทั้งเก้าฎีกาต่อไปว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การจึงไม่มีประเด็นในเรื่องนี้สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ ส่วนจำเลยที่ 1และที่ 4 ถึงที่ 9 ให้การว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพราะโจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งเก้า เหตุที่โจทก์ไม่ขออนุญาตหรือขอให้จำเลยทั้งเก้าจดทะเบียนภารจำยอมให้ ก็เพราะจะทำให้ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะเพื่อให้ที่ดินของโจทก์มีราคาสูงขึ้น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ฎีกาว่า โจทก์จะปลูกบ้านพักและอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์ซึ่งทางราชการจะอนุญาตต่อเมื่อติดทางสาธารณะที่มีขนาดกว้างไม่ต่ำกว่า 10 เมตร เป็นการฟ้องคดีเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอันเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต อันเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ให้การไว้ฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยทั้งเก้าฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ที่ดินพิพาททั้งแปลงไม่ใช่ทางสาธารณะ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงเป็นทางสาธารณะโดยนายพันและนางพินเจ้าของเดิมแสดงเจตนายกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย จึงเป็นประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งเก้าและโจทก์รวมกันไป คดีนี้โจทก์ฟ้องว่านายพันและนางพิน เจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2485 จึงไม่มีประเด็นเลยว่าจำเลยทั้งเก้าเป็นผู้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งเก้าได้อุทิศที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นถนนคอนกรีตให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายย่อมเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งเก้าที่อ้างว่าจำเลยทั้งเก้าไม่ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแต่อย่างใด สำหรับปัญหาตามประเด็นข้อนี้นั้น โจทก์ฟ้องอ้างว่านายพันและนางพินเจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทได้ยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2485โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังได้ดังข้ออ้าง แต่พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีผู้ใดทราบเจตนาของนายพันและนางพินในเรื่องนี้ การที่นายพันและนางพินแยกโฉนดที่ดินพิพาทออกมามีลักษณะเป็นทางต่อเชื่อมกับทางสาธารณะด้านปากซอยทองหล่อ 18 และเชื่อมทางในที่ดินของนายทองหล่อซึ่งอยู่ด้านในตามที่ปรากฏในสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย ล.1 และแผนที่ประกอบการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2540 นั้น อาจเป็นเพราะนายพันและนางพินเพียงประสงค์จะให้ที่ดินพิพาทเป็นทางสำหรับผู้ที่ซื้อที่ดินของตนและของนายทองหล่อใช้เป็นทางออกสู่ถนนสุขุมวิท 55 โดยเจตนาให้เป็นทางหรือถนนส่วนบุคคลก็ได้ และการที่เจ้าของที่ดินมิได้ปักป้ายแสดงการสงวนสิทธิไว้ก็ไม่อาจแปลไปได้ว่าเจ้าของที่ดินอุทิศให้ที่ดินนั้นเป็นทางสาธารณะเสียแล้ว เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงอื่น ๆ มาประกอบให้เห็นชัดแจ้งเช่นนั้นได้ส่วนการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำงบประมาณในปี 2526 มาก่อสร้างถนนคอนกรีตในที่ดินพิพาทก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่จะแสดงว่าเจ้าของที่ดินพิพาทในขณะนั้นยกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะและที่สำนักงานเขตพระโขนง มีหนังสือขับไล่ผู้ที่บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ในซอยทองหล่อ 18 ตามเอกสารหมาย จ.6 นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าข้อเท็จจริงว่าผู้บุกรุกนั้นได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทหรือไม่ และที่สำนักงานเขตคลองเตยตั้งงบประมาณปี 2534 เพื่อปรับปรุงซอยทองหล่อ 18 ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.7ก็ปรากฏว่าในที่สุดสำนักงานเขตคลองเตยไม่อาจดำเนินการตามงบประมาณได้เนื่องจากเมื่อสำรวจแล้วพบว่าพื้นที่ในซอยทองหล่อ 18 บางส่วนไม่ใช่ทางสาธารณะ ต้องมีการขอโอนงบประมาณไปดำเนินการอย่างอื่นตามสำเนาเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งปลัดกรุงเทพมหานครได้ทำบันทึกตำหนิสำนักงานเขตคลองเตยไว้ด้วยว่า ก่อนเสนอขอตั้งงบประมาณค่าที่ดินและค่าสิ่งก่อสร้างต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าพื้นที่ที่จะดำเนินการเป็นที่สาธารณะหรือไม่ ให้สำนักงานเขตคลองเตยกำชับเจ้าหน้าที่อย่าให้มีกรณีเช่นนี้อีก แสดงว่าเมื่อมีการตรวจสอบพื้นที่ซอยทองหล่อ 18 กันอย่างจริงจังแล้ว ปรากฏว่าไม่ใช่ที่สาธารณะทั้งหมด เห็นได้ว่าหากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะตามที่โจทก์อ้างแล้ว สำนักงานเขตคลองเตยย่อมดำเนินการปรับปรุงไปตามงบประมาณที่ได้รับ นอกจากนี้เมื่อมีการออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่สำหรับที่ดินพิพาทโดยแยกโฉนดที่ดินเดิมเมื่อวันที่30 ตุลาคม 2529 ก็ยังคงระบุชื่อนายพันและนางพินเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยไม่ปรากฏว่าทางราชการหรือบุคคลอื่นใดโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ และตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย ล.1 ยังปรากฏว่ามีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาท ทั้งในปี 2529 ปี 2530 และปี 2531 แสดงว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังคงหวงกันกรรมสิทธิ์ของตนตลอดมา ส่วนพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบหลายปากก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่เคยบุกรุกที่ดินในซอยทองหล่อ 18 และบางคนก็เพียงแต่มีที่อยู่อาศัยใกล้เคียงที่ดินพิพาท และคงได้ความเพียงว่าบุคคลทั่วไปอาจใช้ซอยทองหล่อ 18 รวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นทางออกสู่ถนนสุขุมวิท 55 ได้เท่านั้น ซึ่งมิใช่เหตุที่จะให้รับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะไปแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่านายพันและนางพินได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะทั้งแปลง และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะเฉพาะส่วนที่เป็นถนนคอนกรีตกว้าง 7.50 เมตร นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น แต่ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3769/2545 นาย ปิติ พันธัย โจทก์ นาง สนอง ธุวสินธ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ปิติ พันธัย · จำเลย - นาง สนอง ธุวสินธ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา