⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7317/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7317/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์ที่ยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำร้องเดิม ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองได้

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ที่พิพาทไม่ใช่เป็นของจำเลยแต่เป็นของผู้ร้อง โดยผู้ร้องชำระราคาครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาซื้อขายหลังจากนั้นผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์จนได้สิทธิครอบครองประเด็นตามคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง จึงมีว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่พิพาทโดยซื้อมาจากจำเลยแล้วหรือไม่การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า หลังจากทำสัญญาซื้อขายที่พิพาทแล้ว จำเลยสัญญาว่าจะดำเนินการจดทะเบียนโอนที่พิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้แก่ผู้ร้องในภายหลัง เท่ากับอ้างว่าสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายมิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามที่อ้างมาในคำร้องขัดทรัพย์ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือไปจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำร้องขัดทรัพย์ ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกา แม้ต่อมาผู้ร้องฎีกาก็ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามสัญญาแก่โจทก์ หากไม่อาจจดทะเบียนโอนได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีว่า จำเลยได้โอนขายที่ดินตามสัญญาให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว ขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับจำเลยให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียม ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่พิพาทโฉนดเลขที่ 6348 ของจำเลย เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่พิพาทมิใช่ของจำเลย แต่เป็นของผู้ร้องซื้อจากจำเลยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 ในราคา 300,000 บาท และได้ชำระราคาให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา หลังจากนั้นผู้ร้องได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาจนได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่เคยเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่พิพาท ขอให้ปล่อยที่พิพาท โจทก์ให้การว่า ขอให้ยกคำร้องขอ ระหว่างสืบพยานผู้ร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน แล้วมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า ผู้ร้องมีเจตนาจะจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาทกับจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินในภายหลัง เนื่องจากที่พิพาทติดจำนองแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในขณะทำสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับจำเลยยังไม่เสร็จเด็ดขาด และถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนจึงมีสิทธิร้องขัดทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ที่พิพาทไม่ใช่เป็นของจำเลย แต่เป็นของผู้ร้องซื้อจากจำเลยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 โดยผู้ร้องชำระราคาครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา หลังจากนั้นผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์จนได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นตามคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องจึงมีว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่พิพาทโดยซื้อมาจากจำเลยแล้วหรือไม่ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า หลังจากทำสัญญาซื้อขายที่พิพาทแล้ว จำเลยสัญญาว่าจะดำเนินการจดทะเบียนโอนที่พิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้แก่ผู้ร้องในภายหลัง เท่ากับอ้างว่าสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามที่ผู้ร้องอ้างมาในคำร้องขัดทรัพย์จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่นอกเหนือไปจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำร้องขัดทรัพย์ ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวมา จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้ร้องฎีกาต่อมาก็ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องได้และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง" พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 กับยกอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่ผู้ร้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7317/2545 นายดาบตำรวจ ผาย พันธ์แดง โจทก์ นาย เสาร์ สิงห์โสภา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายดาบตำรวจ ผาย พันธ์แดง · จำเลย - นาย เสาร์ สิงห์โสภา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป ปิติสันต์ · วิชา มหาคุณ · สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3616/2558ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3136/2524ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8444/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ