⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 819/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่เลี้ยงดูบุตรมาโดยตลอดและมีความพร้อมทั้งด้านการเงินและจิตใจ ย่อมมีสิทธิได้รับอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว แม้จะถูกกีดกันไม่ให้พบก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

เมื่อโจทก์คลอดบุตรผู้เยาว์แล้วได้เลี้ยงดูด้วยตนเองตลอดมา ต่อมาโจทก์ไม่อาจทนอยู่กับจำเลยที่บ้านจำเลยได้ ต้องกลับไปอยู่บ้านบิดามารดาโจทก์ โจทก์ก็นำบุตรผู้เยาว์ไปเลี้ยงดูด้วย แม้บิดาจำเลยไปหลอกนำบุตรผู้เยาว์กลับมาที่บ้านจำเลย โจทก์เพียรพยายามขอพบบุตรผู้เยาว์ แต่ถูกกีดกันไม่ให้พบ โจทก์ยังคงห่วงใยและมีความรักบุตรผู้เยาว์แม้ถูกฝ่ายจำเลยพรากไป ทั้งโจทก์มีรายได้สามารถอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือของจำเลย ส่วนจำเลยเมื่อบิดาจำเลยนำบุตรผู้เยาว์กลับมา จำเลยและบิดามารดาจำเลยไม่อาจเลี้ยงดูได้เพราะต้องไปทำงานทุกคน ต้องให้ญาติฝ่ายบิดาจำเลยเลี้ยงบุตรผู้เยาว์ตลอดมาจนถึงวัยเรียน และจำเลยมีรายได้น้อย ยังต้องพึ่งพาบิดามารดาจำเลยอยู่ ไม่อาจเลี้ยงดูบุตรภริยาได้ โจทก์จึงสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1520

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร1 คน คือ เด็กชาย อ. อายุ 6 เดือน ระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยชอบเที่ยวเตร่และดื่มสุราเป็นอาจิณ เมื่อเมาสุราแล้วจะดุด่าและทำร้ายร่างกายโจทก์ ไม่รับผิดชอบในครอบครัวต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงจะหย่าขาดจากกัน แต่จำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำร้ายร่างกายโจทก์ จำเลยยินดีหย่าขาดจากโจทก์แต่โจทก์ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร เพราะโจทก์ไม่มีอาชีพและไม่มีรายได้พอจะเลี้ยงดูบุตรให้มีความสุขได้ ส่วนจำเลยมีอาชีพและรายได้เพียงพอ และเพื่อความสุขของบุตรที่จะมีทั้งบิดามารดา จึงสมควรให้จำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรและให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงร่วมกันว่า ประสงค์จะหย่าขาดจากกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. แต่ผู้เดียว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับและไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน1 คน คือเด็กชาย อ. ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2541 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงว่า โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยตั้งแต่ปี 2540 ขณะนั้นโจทก์ยังเรียนหนังสือที่โรงเรียนกุมภวาปี ชั้นมัธยมปีที่ 5 ส่วนจำเลยทำงานแล้ว ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ร่วมหลับนอนกันจนโจทก์ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน โดยบิดามารดาโจทก์ไม่ทราบเรื่อง แต่บิดามารดาจำเลยทราบว่าโจทก์กำลังตั้งครรภ์ นางวราลักษณ์ นิยมพันธุ์ มารดาจำเลยจึงให้เงินโจทก์จำนวน 2,000 บาท เพื่อให้โจทก์ไปทำแท้ง แต่โจทก์ไม่ยอมทำแท้งจนกระทั่งโจทก์ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 7 เดือน บิดามารดาโจทก์จึงทราบเรื่องและประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลย ภายหลังมีการเจรจากันโดยให้โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้วโจทก์ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านจำเลยซึ่งมีบิดามารดาจำเลยอยู่ด้วย ระหว่างที่โจทก์อยู่กินกับจำเลยนั้นจำเลยให้เงินโจทก์ใช้จ่ายเพียงเดือนละ 300 บาท โดยจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่เทศบาลตำบลกุมภวาปี ได้รับเงินเดือนประมาณเดือนละ 4,100 บาทจำเลยต้องนำเงินไปใช้หนี้มารดาจำเลยเดือนละ 1,500 บาท เงินส่วนที่เหลือจำเลยนำไปใช้จ่ายเที่ยวดื่มเหล้ากับเพื่อน โจทก์มีเงินไม่พอใช้จ่ายจึงต้องขอเงินจากบิดามาดาโจทก์ประมาณเดือนละ 2,000 บาท มาเป็นค่าใช้จ่าย เมื่อโจทก์คลอดเด็กชาย อ. แล้วจำเลยยังคงเที่ยวเตร่ดื่มสุราเป็นอาจิณและกลับบ้านดึกไม่เป็นเวลา ส่วนบิดามารดาของจำเลยก็ไม่ชอบโจทก์ โดยมารดาจำเลยด่าโจทก์ว่าเป็นไปเพิ่มภาระสร้างปัญหาให้กับครอบครัวของจำเลย ประมาณปลายเดือนมีนาคม 2542 จำเลยรับเงินเดือนมาแล้วก็ไปเที่ยวเตร่โดยเมาสุรากลับมาถึงบ้านเมื่อเวลา 3 นาฬิกา แล้วขอร่วมหลับนอนกับโจทก์โจทก์ไม่ยินยอมทำให้จำเลยไม่พอใจจึงทะเลาะมีปากเสียงกัน รุ่งเช้าโจทก์จึงนำบุตรผู้เยาว์กลับไปพักอยู่กับบิดามารดาโจทก์ หลังจากนั้น 3 วัน บิดาจำเลยมาขอรับบุตรผู้เยาว์ไปนั่งรถเที่ยวแล้วไม่นำมาส่งคืนโจทก์ ทั้งยังกีดกันไม่ให้โจทก์พบกับบุตรผู้เยาว์ปัจจุบันโจทก์ทำงานเป็นผู้ช่วยเภสัชกรได้รับเงินเดือน 5,000 บาท ส่วนบิดามารดาโจทก์มีฐานะดี และมีเรือกสวนไร่หลายแปลง โดยโจทก์สามารถเลี้ยงบุตรผู้เยาว์ได้ เห็นว่าขณะที่โจทก์ตั้งครรภ์นั้นโจทก์กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ การที่โจทก์ไม่ยอมไปทำแท้งก็ดีและโจทก์ได้ลาออกจากโรงเรียนก็ดี บ่งแสดงว่าโจทก์มีความรักทารกในครรภ์ประสงค์ที่จะให้ทารกซึ่งจะคลอดออกมามีพร้อมทั้งบิดามารดาจึงยอมเสียอนาคตทางการศึกษาโดยลาออกมาอยู่กินกับจำเลย และเมื่อโจทก์คลอดบุตรผู้เยาว์แล้ว ก็ได้เลี้ยงดูด้วยตนเองตลอดมาโดยมิได้ทอดทิ้ง ซึ่งน่าเชื่อว่าที่โจทก์ต้องทนอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับบิดามารดาจำเลย ทั้งที่ทราบดีว่ามารดาจำเลยไม่พอใจในตัวโจทก์ และไม่ประสงค์ให้โจทก์อยู่ด้วยก็เพื่อให้บุตรผู้เยาว์ได้รับความอบอุ่นและได้รับการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดจากบิดามารดาแม้ต่อมาเมื่อโจทก์ไม่อาจทนอยู่กับจำเลยได้อีกต่อไปต้องกลับไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาโจทก์ โจทก์ก็นำบุตรผู้เยาว์ไปเลี้ยงดูด้วยแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความรัก ความผูกพันห่วงหาอาทร และต้องการจะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เท่านั้นโดยไม่หวังความสุขในชีวิตสมรสอีกต่อไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวของโจทก์หาใช่เรื่องที่โจทก์นำมาเป็นข้อต่อรองเพื่อให้จำเลยกลับไปอยู่กินกับโจทก์ดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ เพราะหากโจทก์มีความประสงค์เช่นนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่โจทก์จะต้องฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลย อีกทั้งโจทก์ไม่ได้เรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จากจำเลยแต่ประการใดเลย บ่งชัดว่าโจทก์สามารถอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือของจำเลยนอกจากนี้ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับกันว่า นับแต่บิดาจำเลยไปนำบุตรผู้เยาว์กลับมาที่บ้านจำเลยแล้ว โจทก์ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์เลย ซึ่งโจทก์ยังคงห่วงใยในตัวบุตรผู้เยาว์แม้จะถูกฝ่ายจำเลยพรากไป โดยเมื่อจำเลยนำบุตรผู้เยาว์ไปรับการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลโจทก์ได้ติดตามมาดูแลจนเกิดการยื้อแย่งบุตรผู้เยาว์กันขึ้น ซึ่งจำเลยใช้กำลังตบหน้าโจทก์ โจทก์จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้ไกล่เกลี่ยให้โจทก์จำเลยตกลงกัน โดยทำบันทึกข้อตกลงว่าให้โจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ในระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนจำเลยดูแลในวันหยุดราชการแต่จำเลยกลับมิได้ทำตามข้อตกลง โดยไม่ยอมให้บุตรผู้เยาว์มาพบโจทก์ จากพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า แม้โจทก์ถูกกีดกันไม่ให้พบบุตรผู้เยาว์ แต่โจทก์ยังมิได้ละความพยายามแต่อย่างใดโดยเพียรพยายามมาขอพบบุตรผู้เยาว์ และยอมอะลุ้มอล่วยทุกวิถีทางเพียงเพื่อได้ดูแลบุตรผู้เยาว์เท่านั้น บ่งแสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่โจทก์มีต่อบุตรผู้เยาว์ ซึ่งต่างไปจากพฤติการณ์ของจำเลยอย่างยิ่ง โดยจำเลยรับว่า เมื่อบิดาจำเลยนำบุตรผู้เยาว์กลับมา จำเลยและบิดามารดาไม่อาจเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้เพราะต้องไปทำงานทุกคน จึงให้ญาติฝ่ายบิดาเลี้ยงบุตรผู้เยาว์ตลอดมาจนถึงวัยเรียน อีกทั้งจำเลยก็ยอมรับว่าจำเลยมีรายได้น้อยยังต้องพึ่งพาบิดามารดาอยู่ไม่อาจเลี้ยงดูบุตรภริยาได้ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยไม่มีความสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากบิดามารดาของจำเลย ดังนั้น เมื่อจำเลยเองยังไม่สามารถช่วยเหลือปกครองดูแลชีวิตของตนเองได้เช่นนี้จำเลยจะใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ได้อย่างไรที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2546 นางพรสุพักตร์ ประไพร โจทก์ นายอิทธิพล นิยมพันธ์หรือนิยมพันธุ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพรสุพักตร์ ประไพร · จำเลย - นายอิทธิพล นิยมพันธ์หรือนิยมพันธุ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สดศรี สัตยธรรม · อำนวย เต้พันธ์ · ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2460/2539ฎีกา 2960/2548ฎีกา 8087/2543ฎีกา 6256/2541ฎีกา 750/2533ฎีกา 936/2487ฎีกา 1848/2531ฎีกา 1000/2544ฎีกา 4990/2537ฎีกา 6155/2540ฎีกา 8056/2559ฎีกา 8596/2559ฎีกา 1560/2508ฎีกา 448/2546ฎีกา 21/2486ฎีกา 2601/2536ฎีกา 2563/2544ฎีกา 3035/2533ฎีกา 2039/2544ฎีกา 6471/2548ฎีกา 802/2487
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ