⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12482/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12482/2547

ป.อาญา ม.59, 90, 278 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดจากความสัมพันธ์ฉันชู้สาวในอดีต แม้จะมีการกอดรัดโดยผู้เสียหายปฏิเสธ ก็อาจไม่ถือว่าเป็นการบุกรุกหรืออนาจาร หากมีเจตนาเพียงแสดงความรักตามวิสัยของบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันมาก่อน

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายและจำเลยเคยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว ในวันเกิดเหตุจำเลยมาหาผู้เสียหายที่บ้านและกอดรัดผู้เสียหายในฐานะที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แม้ผู้เสียหายจะปฏิเสธและจำเลยไม่เลิกราก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยต้องการแสดงความรักต่อผู้เสียหายตามวิสัยชายที่มีต่อหญิงที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาบุกรุกและขาดเจตนาอนาจารผู้เสียหาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.278 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.278 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (3), 278, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (3) ประกอบ 364 และ 278 การบุกรุกและอนาจารของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานอนาจาร จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 12 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แม้โจทก์มีนาง ว. ผู้เสียหาย เด็กหญิง ร. บุตรสาวผู้เสียหาย และนาง อ. ป้าของผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและกอดรัดผู้เสียหาย แต่ก็ได้ความจากตัวผู้เสียหายเองว่า จำเลยมาที่บ้านของผู้เสียหายเป็นประจำและหลังจากเกิดเหตุครั้งแรก ผู้เสียหายได้เล่าเรื่องให้นาง อ. ผู้เป็นป้าฟัง ซึ่งคำเบิกความของผู้เสียหายส่วนนี้แตกต่างจากคำเบิกความของนาง อ. ซึ่งเบิกความว่านาง อ. ได้เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยเข้าไปในบ้านและกอดรัดผู้เสียหายทั้งสองครั้ง ได้ความจากผู้เสียหายด้วยว่า หลังเกิดเหตุครั้งที่สองถึงวันที่ 26 กันยายน 2542 ผู้เสียหายได้เล่าเหตุการณ์ให้นาง ช. มารดาจำเลยฟัง ต่อมาวันที่ 28 เดือนเดียวกัน เมื่อผู้เสียหายพบกับจำเลย จำเลยได้ต่อว่าผู้เสียหายว่า "ชีวิตของเราทำไมจึงให้คนอื่นบงการ" ซึ่งคำพูดของจำเลยตามที่ผู้เสียหายเบิกความแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและจำเลยน่าจะมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งเกินกว่าเพื่อนธรรมดา นอกจากนี้ผู้เสียหายและเด็กหญิง ร. เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านรับว่าเด็กหญิง ร. และบุตรของจำเลยเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ผู้เสียหายเคยไปรับเด็กหญิง ร. และรับบุตรของจำเลยแทนจำเลย และจำเลยเคยรับเด็กหญิง ร. แทนผู้เสียหายและพามาเล่นที่บ้านของจำเลย ได้ความจากเด็กหญิง ร. อีกว่า เวลาที่จำเลยไปตัดยางจำเลยจะจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านของผู้เสียหาย กับเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า จำเลยเคยแวะที่บ้านผู้เสียหายในช่วงเวลาค่ำ ผู้เสียหายยอมรับด้วยว่าผู้คนรอบบ้านของผู้เสียหายไปพูดเล่าลือกันว่าผู้เสียหายได้เสียกับจำเลย นอกจากนี้ภายหลังจากเกิดเหตุทั้งสองครั้ง ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจในทันที แต่กลับร้องทุกข์ภายหลังเกิดเหตุเกือบสิบวัน ทั้งได้ความจากร้อยตำรวจเอกจักรกริชพนักงานสอบสวนว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2542 ผู้เสียหายได้มาแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกจักรกริชลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาชัยสนเพื่อให้เป็นหลักฐาน โดยผู้เสียหายจะเจรจาตกลงกับจำเลย ผู้เสียหายและจำเลยได้นัดพบกันในวันที่ 5 ตุลาคม 2542 แต่การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้เสียหายจึงยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในวันที่ 5 ตุลาคม 2542 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายและกระทำอนาจารต่อผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นว่าผู้เสียหายและจำเลยเคยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว และในวันเกิดเหตุจำเลยมาหาผู้เสียหายที่บ้านและกอดรัดผู้เสียหายในฐานะที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แม้ผู้เสียหายจะปฏิเสธและจำเลยไม่เลิกราก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยต้องการแสดงความรักต่อผู้เสียหายตามวิสัยชายที่มีต่อหญิงที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาบุกรุกและขาดเจตนาอนาจารผู้เสียหายไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12482/2547 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นายสมกิจหรือประกิต เหล่าทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง · จำเลย - นายสมกิจหรือประกิต เหล่าทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิระวรรณ ศิริบุตร · เกษม เวชศิลป์ · ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 729/2483ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 16867/2557ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 960/2559ฎีกา 893/2563ฎีกา 5957/2530ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544ฎีกา 693/2526ฎีกา 3107/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ