⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1301/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1301/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด เป็นอุบายทุจริตเพื่อหลอกลวงผู้อื่น ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายไปลงทุนหรือให้บุคคลอื่นกู้ยืมในลักษณะที่จะให้ผลประโยชน์มากเพียงพอที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายได้ หากแต่การจ่ายผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายในครั้งแรก ๆ เป็นเพียงอุบายทุจริตตั้งเรื่องขึ้นเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายให้หลงเชื่อและส่งมอบเงินให้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และการที่จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายโดยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน และร้อยละ 20 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ จึงเป็นความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.4 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.5 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.9 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.12

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 91 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 9, 12 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 106,826,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางอัมพร แก้วกัณหา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5, 12 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 19,251,000 บาท โจทก์ร่วมจำนวน 24,905,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 5,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 400,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 3,720,000 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2539) เป็นต้นไปจนว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบเอกวิษณุวัฒน์ ชิยางคบุตร ผู้เสียหายที่ 1 นางอัมพร แก้วกัณหา โจทก์ร่วม นายทองสุข พรหมบุญ ผู้เสียหายที่ 3 นายพรทิวา กงเพชร ผู้เสียหายที่ 4 นายสมพร สาธารณะ ผู้เสียหายที่ 5 นายสำราญ ทวีมูล ผู้เสียหายที่ 6 และนายวิวัฒน์ บุ้งทอง ผู้เสียหายที่ 7 เป็นพยานเบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 มาติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกอ้างว่าจะนำเงินกู้ดังกล่าวไปลงทุนในสหกรณ์ทหารและปล่อยกู้แก่บุคคลทั่วไป โดยเสนอให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนและร้อยละ 20 ต่อเดือน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกหลงเชื่อจึงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปหลายครั้งและมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่ต้องการตามกำหนดนัด ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจะทำหนังสือสัญญากู้ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อจำเลยที่ 1 นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระก็จะฉีกหนังสือสัญญากู้ ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นน้องชายจำเลยที่ 1 และอยู่บ้านเดียวกัน เคยไปรับเงินจากโจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 7 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ร่วมจำนวน 24,905,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 19,251,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 8,300,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 500,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 3,720,000 บาท และผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 900,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับเงินตามเอกสารหมาย จ.1 ครั้งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตรงตามกำหนดนัด โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกติดตามทวงถาม แต่จำเลยที่ 1 ผัดผ่อนแล้วหลบหนีไป และโจทก์ โจทก์ร่วมมีจ่าสิบเอกชาตรี วรรณพฤกษ์ นายสุรศักดิ์ พลพันธ์ และสิบเอกกิตินันท์ จันทรา เบิกความสนับสนุน โดยจ่าสิบเอกชาตรีเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เคยไปรับเช็คและเงินสดจากผู้เสียหายที่ 1 และเคยเห็นจำเลยที่ 1 นำเงินใส่ถุงกระดาษมามอบให้ผู้เสียหายที่ 1 โดยทราบว่าเงินที่จำเลยที่ 1 รับจากผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 นำไปให้ผู้อื่นกู้ยืมต่อและทราบว่าจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คมอบให้จำเลยที่ 2 นำไปเบิกเงินจากธนาคาร ส่วนนายสุรศักดิ์และสิบเอกกิตินันท์เบิกความทำนองเดียวกันว่า เคยไปธนาคารกับจำเลยที่ 2 ซึ่งนำเช็คไปเบิกเงิน นอกจากนี้จ่าสิบตำรวจสุทโธ โมรา ผู้จับกุม และพันตำรวจโทชัยญัติ สายถิ่น พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฉ้อโกงและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนว่า ร่วมกันกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระโดยจ่ายหรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 และ จ.26 เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันตั้งแต่แรกเริ่มที่จำเลยที่ 1 มาติดต่อขอกู้ยืมเงินอ้างว่าจะนำไปลงทุนในสหกรณ์ทหารที่จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ฝ่ายการเงินอยู่และนำไปปล่อยกู้แก่บุคคลอื่น โดยจำเลยที่ 1 เสนอจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราสูงถึงร้อยละ 10 ต่อเดือนและร้อยละ 20 ต่อเดือน จนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทุกคนหลงเชื่อ ครั้งแรก ๆ ก็ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจำนวนไม่มากนักและมีการทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกันไว้บ้างตามเอกสารหมาย จ.5, จ.7 ทำหลักฐานการรับเงินไว้บ้างตามเอกสารหมาย จ.1 เมื่อถึงกำหนดนัดจำเลยที่ 1 ก็นำต้นเงินและดอกเบี้ยตามอัตราที่ตกลงกันไว้มาชำระให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกจนครบถ้วนและมีการฉีกหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ก็กู้ยืมเงินโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกเพิ่มจำนวนขึ้นอีกหลายครั้งหลายหน โดยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวตลอดมาโดยมิได้ผิดนัด จนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกหลงเชื่อโดยสนิทใจ จำเลยที่ 1 จึงกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกเป็นจำนวนมากและผิดนัดไม่ส่งคืนต้นเงินและดอกเบี้ย เมื่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกทวงถามจำเลยที่ 1 ก็ผัดผ่อนและหลบหนีไปในที่สุด ซึ่งการกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายดังกล่าว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 1 ก็เคยไปรับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกตลอดจนพยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ทั้งได้ความว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่เป็นทหารประจำการรับราชการอยู่ภายในค่ายประจักษ์ศิลปาคมค่ายเดียวกันกับจำเลยที่ 1 และมีบ้านพักอยู่ใกล้เคียงกัน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษ เพราะแม้แต่ผู้เสียหายที่ 6 จะเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปหลายครั้งตามเอกสารหมาย จ.10 แต่ขณะเบิกความก็ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เหตุผลดังกล่าวมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความไปตามความจริง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุม และเจ้าพนักงานตำรวจจัดทำบันทึกการจับกุมขึ้นทันทีโดยจำเลยทั้งสองไม่ทันคิดหาทางต่อสู้ข้อกล่าวหาของเจ้าพนักงานตำรวจ และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวไว้ด้วย คำรับของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงมีน้ำหนักในการรับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกร่วมกันเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ หวยออมสินและหวยหุ้น จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกตามรายการจ่ายเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นการจ่ายเงินกำไรที่ได้จากหวยหุ้น และจำเลยที่ 2 เป็นคนเดินโพยนั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองหาได้ให้การในเรื่องที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกร่วมกันเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ หวยออมสินและหวยหุ้นไว้ไม่ แต่กลับมาเบิกความอ้างเรื่องดังกล่าวขึ้น แม้จะมีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมบางปากเบิกความถึงเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมเป็นเจ้ามือสลากกินรวบก็ตามก็น่าจะรับฟังได้แต่เพียงว่าเป็นกิจการอีกอย่างหนึ่งที่จำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 1 กระทำร่วมกันเท่านั้น หามีน้ำหนักหักล้างให้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.26 โดยไม่ได้อ่านและพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้อ่านให้ฟังนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจัดทำบันทึกการจับกุมขึ้นโดยทันทีที่จับกุมจำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองยังไม่ทันคิดหาทางต่อสู้จึงให้การรับสารภาพตามความจริง ส่วนบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนนั้นนอกจากจำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพยืนยันข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหาแล้ว ในการสอบสวนก็มีนายทหารพระธรรมนูญร่วมฟังการสอบสวนและลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจสามารถใช้ยันจำเลยที่ 1 ในชั้นพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกในครั้งแรกเป็นจำนวนน้อย แล้วจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่ตกลงตามกำหนดนัดก็เพื่อสร้างความเชื่อถือให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกจนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกหลงเชื่อและเกิดความไว้วางใจในตัวจำเลยที่ 1 เพราะสามารถทำตามที่ตกลงกันไว้ จึงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปอีกหลายครั้งโดยแต่ละครั้งเพิ่มต้นเงินสูงขึ้น ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินดังกล่าวไปลงทุนในสหกรณ์ทหารหรือให้บุคคลอื่นกู้ยืมในลักษณะที่จะให้ผลประโยชน์มากเพียงพอที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกได้ หากแต่การจ่ายผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกในครั้งแรก ๆ ก็เป็นเพียงอุบายทุจริตคิดตั้งเรื่องขึ้นเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกให้หลงเชื่อและส่งมอบเงินให้ การกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ยอมรับมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน พฤติการณ์แห่งรูปคดีเชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นกับการหลอกลวงดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ด้วย โดยการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการที่จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกโดยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนและร้อยละ 20 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ จึงเข้ากรณีเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1301/2547 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นางอัมพร แก้วกัณหา โจทก์ร่วม จ่าสิบเอกสุเนตร เรืองสมบัติ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี · โจทก์ร่วม - นางอัมพร แก้วกัณหา · จำเลย - จ่าสิบเอกสุเนตร เรืองสมบัติ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2593/2521ฎีกา 725/2567ฎีกา 915/2566ฎีกา 5219/2531ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536ฎีกา 6196/2534ฎีกา 4225/2559ฎีกา 4009/2566ฎีกา 3245/2545ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7362/2538ฎีกา 1674/2543ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2405/2523ฎีกา 6863/2543ฎีกา 5090/2565ฎีกา 21183/2556ฎีกา 1342/2530ฎีกา 1813/2531ฎีกา 1529/2501ฎีกา 10552/2553ฎีกา 1733/2516
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ