⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1890/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1890/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่แสดงข้อความเท็จเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหาย โดยไม่มีเจตนาจัดหางานให้จริง ไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาต

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกฐานความผิดทั้งสองไว้คนละข้อ แต่ถ้าอ่านคำฟ้องโจทก์ตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำผิดในคราวเดียวกันโดยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า ข. ยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเท็จว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานและส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด คงมีเจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้เงินจากผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม.30 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม.82

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 918,400 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1754/2545 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานให้ทำในต่างประเทศได้ กับร่วมกันฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี 12 เดือน ให้จำเลยกับพวก (ที่ถูกให้จำเลย) คืนเงินจำนวน 918,400 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการเดียวว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการจากผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นเงินตอบแทนโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดฐานจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดว่าสามารถหางานทำให้ในต่างประเทศได้และความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์แยกบรรยายฟ้องไว้คนละข้อและองค์ประกอบความผิดทั้งสองฐานแตกต่างกัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกฐานความผิดทั้งสองไว้คนละข้อก็ตาม แต่ถ้าอ่านคำฟ้องโจทก์ตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำผิดในคราวเดียวกันโดยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้ เมื่อฟ้องโจทก์ข้อ ข. ยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเท็จว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานและส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้เป็นเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด คงมีเจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้เงินจากผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1890/2547 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายพนม ฤาชา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี · จำเลย - นายพนม ฤาชา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล · สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2593/2521ฎีกา 725/2567ฎีกา 915/2566ฎีกา 5219/2531ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536ฎีกา 6196/2534ฎีกา 4225/2559ฎีกา 4009/2566ฎีกา 3245/2545ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7362/2538ฎีกา 1674/2543ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2405/2523ฎีกา 6863/2543ฎีกา 5090/2565ฎีกา 21183/2556ฎีกา 1342/2530ฎีกา 1813/2531ฎีกา 1529/2501ฎีกา 10552/2553ฎีกา 1733/2516
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ