⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2633/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2633/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่อ้างว่าเป็นการจัดหางาน แต่แท้จริงมีเจตนาหลอกลวงเอาเงินโดยไม่ได้มีเจตนาจัดหางานให้จริง ไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายคำฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปด ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นเงินตอบแทนจากคนหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คำฟ้องตอนหลังบรรยายว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยบอกและรับรองว่า จำเลยสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งแปดไปทำงานต่างประเทศโดยได้รับค่าจ้างตอบแทนได้ ความจริงจำเลยเพียงแต่ดำเนินการให้ผู้เสียหายทั้งแปดเดินทางไปต่างประเทศได้เท่านั้น ไม่สามารถจัดให้ผู้เสียหายทั้งแปดได้ทำงานโดยได้รับค่าจ้างตอบแทนตามที่อ้าง การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งแปด แต่อ้างเอาเรื่องการจัดหางานขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งแปดเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม.30 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม.82

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 520,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งแปด และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 673/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณานางอุไรวรรณ น้อยเสนา นายกิติกรณ์ ปิดสายะ นายวุฒิพงค์ อุทัยแสน นางอัญชลี อุทัยแสน นายสุทธิรักษ์ ไร่รัตน์ นายอุเทน เพ็งพันศรี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ และความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 520,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2522 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนแรกบรรยายว่าจำเลยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปด ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นเงินตอบแทนจากคนหางานโดยจำเลยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนหลังบรรยายว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยบอกและรับรองแก่ผู้เสียหายทั้งแปดว่า จำเลยสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งแปดไปทำงานในโรงงานที่ประเทศเกาหลีใต้ (ที่ถูก สาธารณรัฐเกาหลี) โดยผู้เสียหายทั้งแปดจะได้รับค่าจ้างแรงงานเดือนละ 15,000 บาท ถึง 20,000 บาท แต่ความจริงแล้ว จำเลยเพียงแต่ดำเนินการให้ผู้เสียหายทั้งแปดเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ (ที่ถูก สาธารณรัฐเกาหลี) ได้เท่านั้น จำเลยไม่สามารถจัดให้ผู้เสียหายทั้งแปดได้ทำงานโดยรับค่าจ้างตอบแทนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง หากแต่การกล่าวอ้างด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งแปดหลงเชื่อว่าเป็นความจริงตกลงสมัครงานและจ่ายเงินให้แก่จำเลยโดยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายทั้งแปด การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งแปด แต่จำเลยอ้างเอาเรื่องการจัดหางานขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งแปดเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2633/2547 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน โจทก์ นางอุไรวรรณ น้อยเสนา กับพวก โจทก์ร่วม นางขวัญสุดา เสียวสุข จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน · โจทก์ร่วม - นางอุไรวรรณ น้อยเสนา กับพวก · จำเลย - นางขวัญสุดา เสียวสุข
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ บุญชัด · มงคล ทับเที่ยง · สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2018/2526ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 880/2502ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1305/2547ฎีกา 9/2496ฎีกา 26/2487ฎีกา 345/2492ฎีกา 3026/2517ฎีกา 1140/2507ฎีกา 2963/2535ฎีกา 2891/2540ฎีกา 726/2487ฎีกา 848/2545ฎีกา 2813/2566ฎีกา 868/2497ฎีกา 13516/2553ฎีกา 738/2536ฎีกา 1167/2532ฎีกา 5806/2534ฎีกา 8552/2552ฎีกา 988/2568ฎีกา 1516/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ