⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3619/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3619/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งศาลยกเลิกการล้มละลายมีผลเป็นการยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปด้วยในตัว และทำให้ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ในคดีล้มละลายอีกต่อไป

ย่อคำพิพากษา

คำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งให้ยกเลิกการล้มละลายมีผลทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยไปด้วยในตัว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบเพื่อมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.14 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.135

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 28 มกราคม 2545 ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียงรายเดียวคือโจทก์และอยู่ในระหว่างนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก (ที่เลื่อนมา) ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 แต่ก่อนถึงวันนัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งอนุญาตแล้ว คดีนี้จึงไม่มีเจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 และแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุอันควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งให้ยกเลิกการล้มละลายมีผลทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยไปด้วยในตัว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบเพื่อมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงไม่ชอบ คดีจึงมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาจำเลยฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3619/2547 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวสุภาณี ศรีจาดหรือนางสุภานี ปุงคานนท์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นางสาวสุภาณี ศรีจาดหรือนางสุภานี ปุงคานนท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพัฒน์ บุญยุบล · ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน · บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 990/2514ฎีกา 5399/2550ฎีกา 7249/2540ฎีกา 2660/2531ฎีกา 5355/2530ฎีกา 3219/2534ฎีกา 5969/2559ฎีกา 258/2525ฎีกา 2568/2537ฎีกา 5272/2544ฎีกา 4339/2534ฎีกา 2900/2543ฎีกา 1646/2519ฎีกา 2099/2532ฎีกา 2230/2544ฎีกา 1248/2473ฎีกา 4046/2541ฎีกา 1503/2539ฎีกา 3778/2542ฎีกา 8716/2550ฎีกา 3733/2531ฎีกา 761/2544ฎีกา 6555/2542ฎีกา 3556/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ