⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4040/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- ฟ้องโจทก์ที่ระบุเพียงบทกฎหมายที่ขอให้ลงโทษโดยมิได้บรรยายการกระทำอันเป็นความผิดตามองค์ประกอบของบทกฎหมายนั้นให้ครบถ้วน เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย - การริบเรือที่นำมาใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ จะกระทำได้เฉพาะเรือที่มีระวางบรรทุกไม่เกิน 250 ตัน เว้นแต่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้สามารถริบเรือที่มีระวางบรรทุกเกินกว่านั้นได้ - บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ศุลกากรฯ ที่แตกต่างกับบทกฎหมายอื่น ให้ยกเอาบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาใช้บังคับ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยนำหรือยอมให้ผู้อื่นนำของที่ต้องเสียภาษีลงในเรือหรือออกจากเรือในทะเล ซึ่งอาจเป็นทางแก่การฉ้อประโยชน์รายได้ของแผ่นดิน หรือเป็นการหลีกเลี่ยง ข้อจำกัด หรือข้อห้าม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 31 เพียงแต่ระบุในคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวเท่านั้น เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวไม่ได้ มาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดการกระทำความผิดคดีนี้บัญญัติว่า เรือชนิดใด ๆ อันมีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตัน? หากใช้ในการย้ายถอน ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือที่ต้องจำกัด หรือต้องห้าม ท่านว่าให้ริบเสียสิ้น? แสดงว่า พ.ร.บ.ศุลกากรได้บัญญัติถึงการริบเรือที่นำมาใช้ในการกระทำความผิดตามบทมาตราดังกล่าวไว้เป็นพิเศษโดยชัดแจ้งว่า เฉพาะเรือที่มีระวางบรรทุกไม่เกิน 250 ตันเท่านั้น ที่จะพึงริบได้ ดังนั้น การริบเรือที่มีระวางบรรทุกเกิน 250 ตัน จึงไม่อาจกระทำได้ ซึ่งจะเห็นเจตนารมณ์ของบทกฎหมายดังกล่าวได้จากมาตรา 32 วรรคสอง ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า ถ้าเรือที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำตามวรรคหนึ่งมีระวางบรรทุกเกินสองร้อยห้าสิบตัน ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบเรือนั้นได้ตามสมควรแก่การกระทำความผิด มาตรา 120 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 บัญญัติว่า เมื่อใดบทบัญญัติพระราชบัญญัติศุลกากรแตกต่างกับบทกฎหมายหรือพระราชบัญญัติอื่น ให้ยกเอาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการริบทรัพย์สินตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) มาใช้บังคับแก่คดีนี้ซึ่งเป็นเรื่องการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2542 ม.4 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.31 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.32 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.120

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๓๑, ๑๐๒ ตรี พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามแก่ผู้กระทำผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ป.อ. มาตรา ๓๓, ๘๓ ริบเรือบรรทุกน้ำมันและน้ำมันดีเซลของกลาง กับจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๓๑ ป.อ. มาตรา ๘๓ ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของเป็นเงิน ๖๓,๖๗๒,๒๒๔ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ โดยให้กักขังมีกำหนด ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๓๐ วรรคแรก ริบเรือบรรทุกน้ำมันและน้ำมันดีเซลของกลาง ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาน้ำมันดีเซลของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ ซึ่งตรวจสำนวนและทำความเห็นแย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยกับพวกได้พร้อมยึดเรือบรรทุกน้ำมันดีเซลจำนวน ๒,๑๙๐,๐๐๐ ลิตร ราคา ๙,๙๑๖,๓๓๘ บาท ซึ่งเป็นของผลิตในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องคิดเป็นค่าภาษีอากร ๖,๐๐๑,๗๑๘ บาท ราคาน้ำมันกับค่าอากรขาเข้ารวมเป็นเงิน ๑๕,๙๑๘,๐๕๖ บาท เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า? สำหรับความผิดฐานนำหรือยอมให้ผู้อื่นนำของที่ต้องเสียภาษีลงในเรือหรือออกจากเรือในทะเลตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๓๑ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมาโดยมิได้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ก็ได้วินิจฉัยลงโทษจำเลยมาด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยนำหรือยอมให้ผู้อื่นนำของที่ต้องเสียภาษีลงในเรือหรือออกจากเรือในทะเล ซึ่งอาจเป็นทางแก่การฉ้อประโยชน์รายได้ของแผ่นดิน หรือเป็นการหลีกเลี่ยง ข้อจำกัด หรือข้อห้าม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๓๑ เพียงแต่ระบุในคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวเท่านั้น จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ริบเรือของกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ มาตรา ๓๒ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดการกระทำความผิดคดีนี้บัญญัติไว้ว่า "เรือชนิดใด ๆ อันมีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตัน? หากใช้ในการย้ายถอน ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิยังมิได้เสียค่าภาษีหรือที่ต้องจำกัด หรือต้องห้าม ท่านว่าให้ริบเสียสิ้น?" แสดงว่า พ.ร.บ.ศุลกากรได้บัญญัติถึงการริบเรือที่นำมาใช้กระทำความผิดตามบทมาตราดังกล่าวไว้เป็นพิเศษโดยชัดแจ้งว่า เฉพาะเรือที่มีระวางบรรทุกไม่เกิน ๒๕๐ ตัน เท่านั้น ที่จะพึงริบได้ ดังนั้น การริบเรือที่มีระวางบรรทุกเกิน ๒๕๐ ตัน จึงไม่อาจกระทำได้และในมาตรา ๑๒๐ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ บัญญัติไว้ว่า เมื่อใดบทบัญญัติพระราชบัญญัติศุลกากรแตกต่างกับบทกฎหมายหรือพระราชบัญญัติอื่น ให้ยกเอาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการริบทรัพย์สินตาม ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑) มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ข้อจำกัดดังกล่าวเห็นได้จากความใน พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ ซึ่งให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๒ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ให้ใช้ข้อความใหม่แทน แล้วเพิ่มเติมบทบัญญัติ มาตรา ๓๒ วรรคสอง ความว่า ถ้าเรือที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำตามวรรคหนึ่งมีระวางบรรทุกเกินสองร้อยห้าสิบตัน ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบเรือนั้นได้ตามสมควรแก่การกระทำความผิด โดยมีหมายเหตุแสดงเหตุผลที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า เพื่อเพิ่มอำนาจของศาลในการริบเรือที่มีขนาดเกินสองร้อยห้าสิบตันและของที่มิได้เป็นของผู้กระทำความผิดในบางกรณี แสดงให้เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๓๒ เดิม ศาลไม่มีอำนาจริบเรือที่มีขนาดเกินสองร้อยห้าสิบตัน และแสดงเจตนารมณ์ของบทกฎหมายที่เพิ่มเติมว่า เพื่อให้ศาลมีอำนาจริบเรือที่มีระวางบรรทุกเกินสองร้อยห้าสิบตันซึ่งนำมาใช้กระทำความผิดตามความเหมาะสมแก่โทษานุโทษที่ผู้กระทำความผิดควรได้รับเท่านั้น เพราะหากมีการนำเรือขนาดใหญ่มากระทำผิดขนของที่มิได้เสียค่าภาษีเพียงเล็กน้อย แล้วศาลริบเรือนั้นย่อมเป็นการลงโทษที่เกินความเหมาะสมแก่โทษานุโทษที่ผู้กระทำควรได้รับ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้โดยนำเรือขนาดระวางบรรทุก ๑,๘๐๐ ตัน มาใช้กระทำความผิดก่อนบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ศุลกากรที่เพิ่มเติมดังกล่าวใช้บังคับ ศาลจึงไม่มีอำนาจใช้บทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑) ริบเรือของกลางคดีนี้ได้ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ริบเรือของกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงปรับเป็นเงิน ๔๗,๗๕๔,๑๖๘ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๓๑ และยกคำขอที่ให้ริบเรือบรรทุกน้ำมันของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายโยเซฟ ลาฮาเมนดู จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นายโยเซฟ ลาฮาเมนดู
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โนรี จันทร์ทร · พินิจ เพชรรุ่ง · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นางสาวยุวิสส์รัชญา ยกซิ่ว · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 1554/2521ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 531/2510ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 1979/2521ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา