⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6752/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6752/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ร้องที่อ้างว่าตนมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ถูกยึดโดยอาศัยคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว มีสิทธิยื่นคำร้องขอกันส่วนทรัพย์สินนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้อง โดยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้เมื่อผู้ร้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ขณะยื่นคำร้องขอกันส่วนผู้ร้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว คำพิพากษาตามยอมจึงมีผลบังคับให้จำเลยที่ 2 ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 คดีนี้เดิมโจทก์บังคับคดียึดที่ดินทั้งแปลงพร้อมกัน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนโดยอ้างว่าจะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์เฉพาะส่วนของตนตามคำพิพากษา มิได้อ้างว่าทรัพย์ที่ถูกยึดทั้งหมดไม่ใช่ของจำเลย จึงเป็นเรื่องร้องขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 มิใช่ร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 แม้ว่า ร. ขอกันส่วนที่ดินพร้อมบ้านส่วนของตนครึ่งหนึ่ง และผู้ร้องขอกันส่วนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทส่วนนี้จนไม่เหลือส่วนของจำเลยที่ 2 มีผลให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำยึดไม่อาจจะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์ที่ยึดและขายทอดตลาดได้ แต่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ธนาคาร อ. รับชำระหนี้จำนองเงินขายทอดตลาดได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น และให้เข้าสวมสิทธิเข้ายึดทรัพย์แทนโจทก์ได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะบังคับชำระหนี้เอาจากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไม่ได้ แต่เมื่อธนาคาร อ. มีอำนาจเข้าสวมสิทธิยึดทรัพย์แทนโจทก์ต่อไปได้ โดยเมื่อกันส่วนของ ร. แล้ว ธนาคาร อ. ก็มีสิทธิรับชำระหนี้จำนองจากเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดทรัพย์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องตามคำร้องตามคำพิพากษาก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ เมื่อมีเงินเหลือจึงกันเป็นส่วนของผู้ร้องต่อไปได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันส่วนของตนจากเงินที่ขายททอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1300

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลยที่ 74603 พร้อมบ้านพิพาทโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้กันส่วนของเงินสุทธิจากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวครึ่งหนึ่งให้แก่ผู้ร้อง โจทก์ จำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะร้องขอใหม่เป็นการร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้องเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดู ไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ที่ดินและบ้านพิพาท เห็นว่า ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้เป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องต่อไปมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้อง โดยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้เมื่อผู้ร้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ขณะยื่นคำร้องขอกันส่วนผู้ร้องมีอายุ 24 ปี จึงมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์แล้ว คำพิพากษาตามยอมจึงมีผลบังคับให้จำเลยที่ 2 ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 คดีนี้เดิมโจทก์บังคับดคียึดที่ดินทั้งแปลงพร้อมบ้าน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนโดยอ้างว่าจะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์เฉพาะส่วนของตนตามคำพิพากษา มิได้อ้างว่าทรัพย์ที่ถูกยึดทั้งหมดไม่ใช่ของจำเลย จึงเป็นเรื่องร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 มิใช่ร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 แม้ว่านางรัตนฤดี สิทธิวงศารัตน์ขอกันส่วนที่ดินพร้อมบ้านส่วนของตนครึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมเหลือที่ดินและบ้านพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่ง และผู้ร้องขอกันส่วนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทส่วนนี้จนไม่เหลือส่วนของจำเลยที่ 2 มีผลให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำยึดไม่อาจจะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์ที่ยึดและขายทอดตลาดได้ แต่อย่างไรก็ตามศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) รับชำระหนี้จำนองจากเงินขายทอดตลาดได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น และให้เข้าสวมสิทธิเข้ายึดทรัพย์แทนโจทก์ได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะบังคับชำระหนี้เอาจากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไม่ได้ แต่เมื่อธนาคารเอเชีย (มหาชน) มีอำนาจเข้าสวมสิทธิยึดทรัพย์แทนโจทก์ต่อไปได้โดยเมื่อกันส่วนของนางรัตนฤดีแล้ว ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ก็มีสิทธิรับชำระหนี้จำนองจากเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดทรัพย์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เมื่อมีเงินเหลือจึงกันเป็นส่วนของผู้ร้องต่อไปได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันส่วนของตนจากเงินที่ขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับเงินส่วนของตนครึ่งหนึ่งจากเงินขายทอดตลาดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทในส่วนที่เหลือจากกันส่วนให้นางรัตนฤดีและเหลือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) แล้ว ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6752/2547 บริษัทบางกอก ลีสซิ่ง จำกัด โจทก์ นางสาวชนินทร์ลดา วัยโรจนวงศ์หรือสิทธิวงศารัตน์ ผู้ร้องขอ บริษัทมาซีน เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทบางกอก ลีสซิ่ง จำกัด · ผู้ร้องขอ - นางสาวชนินทร์ลดา วัยโรจนวงศ์หรือสิทธิวงศารัตน์ · จำเลย - บริษัทมาซีน เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิทธิชัย รุ่งตระกูล · สายันต์ สุรสมภพ · มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 755/2518ฎีกา 7608/2553ฎีกา 367/2499ฎีกา 1827/2506ฎีกา 6351/2534ฎีกา 924/2503ฎีกา 6939/2538ฎีกา 171/2546ฎีกา 396/2523ฎีกา 353/2503ฎีกา 704/2522ฎีกา 548/2532ฎีกา 1707/2529ฎีกา 3454/2533ฎีกา 1762/2530ฎีกา 264/2547ฎีกา 1237/2555ฎีกา 8856/2551ฎีกา 472/2551ฎีกา 3832/2530ฎีกา 3409/2525ฎีกา 2599/2533ฎีกา 2518/2531ฎีกา 3278/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ