⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9051/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9051/2547

ป.อาญา ม.265, 266, 352 · ป.วิ.อาญา ม.39, 158, 192

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามกฎหมาย ส่วนการที่ศาลมีคำพิพากษาคดีแพ่งถึงที่สุด มีผลเพียงห้ามคู่ความเดียวกันรื้อฟ้องในประเด็นที่วินิจฉัยแล้วเท่านั้น หากคดีอาญาที่ยังไม่เคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดและไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ. คำฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิด แม้จะอ้างบทกฎหมายผิด หรือไม่ได้ระบุบทกฎหมายไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ก็ถือว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว และศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ร่วมเคยร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยว่ายักยอกเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมไปจำนวน 3,000,000 บาทเศษ แล้วต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยและถอนคำร้องทุกข์ในคดีกังกล่าวไป ก็เพียงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานยักยอกทรัพย์อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าเสียหายจากมูลละเมิดที่เกิดจากการปลอมเช็คและเบิกเงินตามเช็คไป ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุด ก็มีผลเพียงห้ามคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันเฉพาะมูลคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่เคยมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมอันเป็นมูลคดีนี้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โจทก์และโจทก์ร่วมมีสิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลอมเช็ค 53 ฉบับ อันเป็นเอกสารสิทธิขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 265 แม้ไม่ได้บรรยายว่าปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) แต่เช็คก็เป็นตั๋วเงินชนิดหนึ่ง คำบรรยายฟ้องเช่นนี้ทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์มิได้ระบุ ป.อ. มาตรา 266 (4) ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว และทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมก็สืบสมว่า จำเลยปลอมเช็คจำนวน 5 ฉบับ และใช้หรืออ้างเอกสารเช็คปลอมจึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.266 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทโซเทค จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266, 268 (ที่ถูกมาตรา 266 (4), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 (4)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมจึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคสอง) กระทงเดียว และแม้โจทก์จะมิได้อ้างมาตรา 266 มาด้วย ก็เป็นกรณีที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ลงโทษจำเลยตามมาตรา 266 ได้ จำเลยกระทำความผิด 5 กรรม ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า ระหว่างปลายปี 2535 ถึงปลายปี 2537 จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมทำหน้าที่ทำบัญชีรับ - จ่าย เขียนเช็คจ่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ร่วม และนำเช็คเงินสดของโจทก์ร่วมวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ไปเบิกเงินจากธนาคาร โจทก์ร่วมเปิดบัญชีไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ โดยให้ลงลายมือชื่อของนายวิชัยและนางยุพดีกรรมการของโจทก์ร่วมคนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อในเช็คและตัวอย่างตราประทับให้ไว้แก่ธนาคาร ต่อมาเดือนมกราคม 2538 จำเลยลาออก นายวิชัยจึงตรวจสอบสมุดเช็ค ปรากฏว่าต้นขั้วเช็คและสมุดเช็คบางฉบับหายไปจึงไปตรวจสอบกับธนาคารพบว่าเช็คที่หายไปและนำมาเรียกเก็บเงินจากธนาคารมีลายมือชื่อคล้ายกับลายมือชื่อของนายวิชัย แต่นายวิชัยไม่ได้ลงลายมือชื่อและที่ด้านหลังเช็คมีลายมือชื่อของจำเลยเป็นผู้รับเงิน นายวิชัยจึงตรวจสอบเช็คทั้งหมดตั้งแต่จำเลยเริ่มเข้าทำงาน พบเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ 8 ฉบับ ไม่ใช่ลายมือชื่อของนายวิชัย และเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ 45 ฉบับ ไม่ใช่ลายมือชื่อของนายวิชัย สำหรับเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ 45 ฉบับ ซึ่งมีผู้ลงลายมือชื่อของนายวิชัยปลอมและนำไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็คนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ 3 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 3, 4 และ 7 ซึ่งมีผู้ลงลายมือชื่อของนายวิชัยปลอมและนำไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็คนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ดังนั้น ในฐานความผิดปลอมเอกสารตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอม เช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ 45 ฉบับ และเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ 3 ฉบับดังกล่าว จึงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อ 1 ว่า โจทก์ร่วมได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ว่า จำเลยได้ปลอมเช็คอันเป็นเช็คทั้งหมดที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ แล้วได้เบิกเงินตามเช็คและยักยอกเงินตามเช็คไปจำนวน 3,000,000 บาทเศษ ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ แต่โจทก์ร่วมกลับนำมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นให้ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดอีก จนเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมนำเช็คจำนวนเดียวกันมาฟ้องร้องจำเลยเป็นคดีนี้ในความผิดฐานปลอมเช็คอันเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นคดีนี้ อันเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในความผิดที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการฟ้องซ้ำและสิทธิในการนำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องคดีนี้ได้ระงับลงแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2), (4) ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเคยร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยว่ายักยอกเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมไปจำนวน 3,000,000 บาทเศษ แล้วต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยและถอนคำร้องทุกข์ในคดีดังกล่าวไป ก็เพียงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานยักยอกทรัพย์อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าเสียหายจากมูลละเมิดที่เกิดจากการปลอมเช็คและเบิกเงินตามเช็คไป ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุด ก็มีผลเพียงเห้ามคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันเฉพาะมูลคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่เคยมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอม อันเป็นมูลคดีนี้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีนี้ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ของโจทก์และร่วมยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อ 2 และข้อ 3 ว่าโจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) เป็นฟ้องเคลือบคลุม และศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลอมเช็ค 53 ฉบับ อันเป็นเอกสารสิทธิ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แม้ไม่ได้บรรยายว่าปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) แต่เช็คก็เป็นตั๋วเงินชนิดหนึ่ง คำบรรยายฟ้องเช่นนี้ทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาโดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์มิได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว และทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมก็สืบสมว่าจำเลยปลอมเช็คจำนวน 5 ฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 1, 2, 5, 6 และ 8 และใช้หรืออ้างเอกสารเช็คปลอม จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คู่ความฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลฎีกาเห็นว่า เช็คตามเอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 1 มีจำนวนเงิน 40,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 195,000 บาท ฉบับที่ 5 จำนวนเงิน 20,000 บาท ฉบับที่ 6 จำนวนเงิน 30,000 บาท ฉบับที่ 8 จำนวนเงิน 50,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 335,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาก็ย่อมมีอำนาจและเห็นสมควรลงโทษให้เหมาะสมแก่ความผิดได้" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทงเป็นจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9051/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ บริษัทโซเทค จำกัด โจทก์ร่วม นางชฎาพร แก้วตก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · โจทก์ร่วม - บริษัทโซเทค จำกัด · จำเลย - นางชฎาพร แก้วตก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 1392/2564ฎีกา 6435/2555ฎีกา 21848/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1656/2512ฎีกา 681/2491ฎีกา 19406/2555ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1795/2493ฎีกา 605/2511ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ