⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1743/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1743/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดหลายกรรมต่างกันที่เกี่ยวพันกัน อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อมีการนับโทษต่อตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) แล้ว รวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปีไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้และคดีก่อนทั้งยี่สิบหกคดี จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้าน บ. ซึ่งได้รับความเสียหายด้วยในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสารโดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน บ. ที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน บ. ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งความผิดปรากฏเมื่อเดือนมิถุนายน 2546 พนักงานสอบสวนอาจสอบสวนความผิดทุกสำนวนแล้วเสนอความเห็นและส่งสำนวนไปยังโจทก์พร้อมกันได้ ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2) รวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยคดีทั้งยี่สิบหกคดีติดต่อกันมีกำหนด 20 ปีแล้ว จึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษคดีก่อนได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.160 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 352 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอื่นของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 5,400 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิที่จำเลยปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 35 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 17 เดือน 15 วัน นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 424/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้และที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอื่นๆ อีกนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษแล้ว จึงให้ยกคำขอนับโทษต่อจากโจทก์ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 5,400 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ให้ยกคำขอนับโทษต่อของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยยื่นคำร้องขอรวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีอื่นอีก 26 คดี ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า โจทก์คัดค้านการรวมพิจารณาคดีและอ้างเป็นประเด็นไว้ในคำฟ้องฎีกาของโจทก์แล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้รวมพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีดังกล่าว ให้ยกคำร้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยถูกฟ้องในความผิดฐานยักยอก ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอมเช่นเดียวกับคดีนี้หลายคดี และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทุกกรรมและนับโทษต่อกันในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4186/2546 ถึง 4207/2546, 52/2547 ถึง 54/2547 และ 105/2547 ของศาลชั้นต้นรวมยี่สิบหกคดี มีกำหนด 20 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) แล้ว เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดี จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยด้วยในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสาร โดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านบางไทรที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านบางไทรไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งความผิดปรากฏต่อพนักงานสอบสวนเมื่อเดือนมิถุนายน 2546 แสดงว่าพนักงานสอบสวนอาจสอบสวนความผิดทุกสำนวนให้เสร็จแล้วเสนอความเห็นและส่งนำนวนไปยังโจทก์พร้อมกันทุกสำนวนได้ ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีโดยนับโทษต่อกันมีกำหนด 20 ปีแล้ว จึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1743/2548 พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์ นายสุรพลหรือโก๊ะ พานทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา · จำเลย - นายสุรพลหรือโก๊ะ พานทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เนตรมัย · สุภิญโญ ชยารักษ์ · ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 3911/2568ฎีกา 4225/2559ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 2664/2520ฎีกา 581/2527ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 693/2526ฎีกา 3107/2533ฎีกา 15230/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ