⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2421/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2421/2548

ป.พ.พ. ม.1375 · ป.วิ.แพ่ง ม.142

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 จึงเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่ต้น ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมากับคดีหมายเลขแดงที่ 130/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 203/2539 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ต่อมาคดีหมายเลขแดงที่ 130/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 203/2536 ถึงที่สุด โดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ สำนวนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 3 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 85 ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทดังกล่าว และทำที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อปี 2531 จำเลยที่ 3 จับจองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ที่ดินพิพาทผ่านการทำเหมืองแร่มาแล้ว และเจ้าของเหมืองแร่สละการครอบครอง ทำให้ที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตกลงกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าคู่ความฝ่ายใดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนและยกฟ้องของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ยกฟ้องแย้งและยกฟ้องของจำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) แทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยที่ 3 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 ของคดีหมายเลขแดงที่ 131/2539 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงดังกล่าว และทำที่ดินให้อยูในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเพราะพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 จึงเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่ต้น ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่จำเลยที่ 3 ยกสาเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี หรือไม่ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2421/2548 นายประวิทย์ ณ ระนอง โจทก์ นายจันทร์ คุณเถื่อน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประวิทย์ ณ ระนอง · จำเลย - นายจันทร์ คุณเถื่อน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีวัฒน์ แดงทองดี · พลรัตน์ ประทุมทาน · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3231/2557ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1079/2497ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1131/2502ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 377/2500ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 1348/2508ฎีกา 4303/2530ฎีกา 3827/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ