⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5269/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5269/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยจะยกข้อต่อสู้ใดขึ้นอ้างในชั้นพิจารณา ต้องระบุไว้ในคำให้การให้ชัดแจ้ง หากข้อต่อสู้นั้นไม่ได้ระบุไว้ในคำให้การ แม้จะแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องมาท้ายคำให้การ ก็ไม่ถือเป็นประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบได้

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติว่า "จำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาลก็ได้" มาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกัน ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาทและบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลย อ่านให้คู่ความฟัง และให้ลงลายมือชื่อไว้ โดยจะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ให้ศาลแรงงานบันทึกไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป" บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า การพิจารณาคดีแรงงานนั้นจำเลยจะให้การต่อสู้คดีเป็นหนังสือหรือแถลงให้การด้วยวาจาต่อหน้าศาลแรงงานก็ได้และจะให้การก่อนวันนัดพิจารณาคดีหรือในวันนัดพิจารณาคดีก็ได้ แต่การให้การก่อนวันนัดพิจารณาคดีนั้นต้องให้การเป็นหนังสือ หากจำเลยไม่ให้การ ศาลก็จะบันทึกไว้และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ได้ให้การว่าโจทก์ลาออกก่อนจะไม่ได้รับคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) แม้จำเลยจะแนบสำเนาสัญญาจ้างมาท้ายคำให้การ ซึ่งมีข้อความว่า "ลูกจ้าง (โจทก์) ทำยอดขายไม่ได้ตามที่บริษัทกำหนด ถ้าลาออกจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า)" ก็มิใช่ประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบได้ จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นคำให้การไม่อาจรับฟังได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.37 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท และได้รับค่าน้ำมันเดือนละ 5,000 บาท มีข้อตกลงในการจ่ายค่าตอบแทนหรือค่านายหน้าในการขายสินค้า (ค่าคอมมิชชั่น) โดยกำหนดว่าจำเลยจะจ่ายให้ร้อยละ 5 ของยอดที่ขายสินค้าได้โดยจ่ายทุก 3 เดือน ในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2546 โจทก์ขายสินค้าได้รวมเป็นเงิน 1,567,300 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าตอบแทนในการขาย และค่าจ้างรวมค่าน้ำมันรถ พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตามฟ้องจริง แต่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชั่น และจำเลยไม่ติดค้างเงินเดือนหรือค่าน้ำมัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่านายหน้าในการขายสินค้า ค่าจ้างรวมค่าน้ำมัน พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ลาออกก่อนกำหนดจ่ายค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) ที่จำเลยกำหนดรายไตรมาสแล้ว โจทก์จะไม่มีสิทธิได้ค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) เป็นการนำสืบพยานในประเด็นที่จำเลยไม่ได้ให้การไว้ จึงไม่เป็นประเด็นให้ต้องวินิจฉัยนั้นไม่ชอบกฎหมาย พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติว่า "จำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาลก็ได้" มาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกัน ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาท และบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟัง และให้ลงลายมือชื่อไว้ โดยจะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ให้ศาลแรงงานบันทึกไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป" บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า การพิจารณาคดีแรงงานนั้น จำเลยจะให้การต่อสู้คดีเป็นหนังสือหรือแถลงให้การด้วยวาจาต่อหน้าศาลแรงงานก็ได้ และจะให้การก่อนวันนัดพิจารณาคดีหรือในวันนัดพิจารณาคดีก็ได้ แต่การให้การก่อนวันนัดพิจารณาคดีนั้นต้องให้การเป็นหนังสือ หากจำเลยไม่ให้การ ศาลก็จะบันทึกไว้และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ได้ให้การว่า โจทก์ลาออกก่อนจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) แม้จำเลยจะแนบสำเนาสัญญาจ้างมาท้ายคำให้การ ซึ่งมีข้อความว่า "ลูกจ้าง (โจทก์) ทำยอดขายไม่ได้ตามที่บริษัทกำหนดถ้าลาออกจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า)" ก็มิใช่ประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเป็นการนำสืบนอกประเด็นคำให้การไม่อาจรับฟังได้นั้น ชอบแล้ว..." พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5269/2548 นายกิตติศักดิ์ ศรีสงกรานต์ โจทก์ บริษัทเบิร์กแมนน์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกิตติศักดิ์ ศรีสงกรานต์ · จำเลย - บริษัทเบิร์กแมนน์ (ประเทศไทย) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ชวลิต ยอดเณร · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4838/2548ฎีกา 839/2545ฎีกา 685/2550ฎีกา 8374/2547ฎีกา 6514/2543ฎีกา 2599/2541ฎีกา 5111/2543ฎีกา 4618/2541ฎีกา 9347/2544ฎีกา 4309/2541ฎีกา 9196-9215/2544ฎีกา 945/2530ฎีกา 1773/2524ฎีกา 8395/2550ฎีกา 865-875/2530ฎีกา 2116-2118/2544ฎีกา 315-327/2543ฎีกา 7083/2544ฎีกา 5470/2555ฎีกา 23/2540ฎีกา 6805-6807/2544ฎีกา 10971/2555ฎีกา 5076/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ