⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2844/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2844/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เต็มจำนวนแล้ว ผู้ค้ำประกันจึงหมดสิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในภายหน้าได้

ย่อคำพิพากษา

เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เต็มจำนวนที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดแล้ว ดังนั้น หนี้ที่ผู้ค้ำประกันยื่นคำขอรับชำระหนี้จึงมิใช่จำนวนหนี้ที่แท้จริงที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันย่อมหมดสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 วรรคหนึ่งตอนท้ายและวรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.101

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันจำนวน 259,877,980.88 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่เจ้าหนี้อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้ได้ในอนาคตตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 เนื่องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิรับชำระหนี้แทนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 11998/2541 ได้นำมูลหนี้ในคดีดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ ในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 16 และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ธ.5234/2542 ได้นำมูลหนี้ในคดีดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 15 โดยเจ้าหนี้ทั้งสองรายได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้อุทธรณ์เอง จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ เจ้าหนี้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ว่าลูกหนี้เป็นหนี้ธนาคารดังกล่าวเป็นเงิน 109,189,161.63 บาท และเจ้าหนี้ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ไว้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ลูกหนี้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 15 คิดถึงวันที่ 16 มีนาคม 2542 มีหนี้ค้างชำระ 49,066,734.96 บาท ซึ่งเจ้าหนี้ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ไว้แก่เจ้าหนี้รายที่ 15 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้รายที่ 15 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเงิน 57,888,080.62 บาท และบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 16 ผู้สวมสิทธิรับชำระหนี้แทนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเงิน 207,076,291.55 บาท ซึ่งเป็นการใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า กรณีของเจ้าหนี้เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ขอใช้สิทธิที่ตนจะต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้รายที่ 15 และที่ 16 ในฐานะผู้ค้ำประกันอันเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 แม้จะมีข้อเท็จจริงตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้ถูกฟ้องต่อศาลแพ่งและศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้เจ้าหนี้ชำระหนี้แล้ว ผลของคดีแพ่งก็ไม่กระทบถึงสิทธิของบรรดาเจ้าหนี้ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้แต่อย่างใดในเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เพราะในที่สุดกฎหมายบังคับให้เจ้าหนี้รายใดของลูกหนี้ที่ไม่มีกฎหมายยกเว้นไว้ก็ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 15 และที่ 16 ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เต็มจำนวนที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดแล้ว ดังนั้น หนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มาจึงมิใช่จำนวนหนี้ที่แท้จริงที่เจ้าหนี้จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน เจ้าหนี้ย่อมหมดสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 วรรคหนึ่งตอนท้ายและวรรคสอง คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้ฎีกาเอง จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2844/2549 บริษัทอีสต์แลนด์โพรดิวซ์ พีทีอี ลิมิเต็ด โจทก์ หม่อมราชวงศ์ ทินศักดิ์ ศักดิเดชภาณุพันธ์ เจ้าหนี้ บริษัทมอนเทอเรย์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทอีสต์แลนด์โพรดิวซ์ พีทีอี ลิมิเต็ด · เจ้าหนี้ - หม่อมราชวงศ์ ทินศักดิ์ ศักดิเดชภาณุพันธ์ · จำเลย - บริษัทมอนเทอเรย์ เอเชีย จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จันทรา · สมชาย พงษธา · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1001/2509ฎีกา 275/2567ฎีกา 8080/2538ฎีกา 9487/2558ฎีกา 946/2509ฎีกา 4275/2560ฎีกา 374/2534ฎีกา 1632/2535ฎีกา 4851/2545ฎีกา 3527/2536ฎีกา 2049/2528ฎีกา 1808/2512ฎีกา 1519/2538ฎีกา 6555/2542ฎีกา 44/2549ฎีกา 6066/2539ฎีกา 4023/2550ฎีกา 7703/2543ฎีกา 2229/2521ฎีกา 2289/2536ฎีกา 4667/2549ฎีกา 3396/2527ฎีกา 6349/2537ฎีกา 8718/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา