⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3038/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความเดียวกันในคดีก่อน โจทก์จะนำประเด็นข้อพิพาทเดียวกันนั้นมารื้อฟ้องคดีใหม่ไม่ได้ แม้จะมีการฟ้องบุคคลอื่นเข้ามาในคดีใหม่ด้วยก็ตาม ถือเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยประเด็นสำคัญเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยก็โดยอาศัยข้ออ้างที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากันและเป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะยกขึ้นว่ากล่าวในคดีเดิมได้ เมื่อศาลในคดีเดิมได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยที่ 3 คดีนี้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจนำประเด็นเรื่องว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 3 ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากันมารื้อร้องฟ้องกันอีก แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 พ่วงเข้ามาในคดีนี้อีกแต่ก็เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นคู่ความเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามเพราะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ ให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เลขที่ 235 เล่ม 3 หน้า 35 อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ และให้ขับไล่จำเลยที่ 3 กับบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในการทำนาปีละ 20,000 บาท ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 3 และบริวารจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์เคยถูกจำเลยที่ 3 ฟ้องเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 683/2536 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดและมีการบังคับคดีโดยกักขังโจทก์ในคดีนี้เพราะไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดี การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำ โจทก์ไม่เคยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์มาให้จำเลยที่ 3 แต่อย่างใด การอนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นไปตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในที่ดินพิพาทซึ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 683/2536 ของศาลชั้นต้น โดยเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันเป็นเหตุให้คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 683/2536 ของศาลชั้นต้น ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 683/2536 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิฉบับเดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ และในคดีดังกล่าวโจทก์คดีนี้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ 3 เพราะโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทและชำระเงินให้จำเลยที่ 3 รวมทั้งเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและเสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้โจทก์คดีนี้และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4 - 01 ก.) ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ 3 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของโจทก์ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยประเด็นสำคัญเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาด้วยก็โดยอาศัยข้ออ้างที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากันและเป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะยกขึ้นว่ากล่าวในคดีเดิมได้ ดังนั้น เมื่อศาลในคดีเดิมได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยที่ 3 คดีนี้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจนำประเด็นเรื่องว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 3 ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากันมารื้อร้องฟ้องกันอีก แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 พ่วงเข้ามาในคดีนี้อีกแต่ก็เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นคู่ความเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามเพราะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2549 นายทอง สมภูงา โจทก์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทอง สมภูงา · จำเลย - สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พรเพชร วิชิตชลชัย · ชาลี ทัพภวิมล · สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 2570/2554ฎีกา 345/2495ฎีกา 2779/2544ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 2585/2525ฎีกา 3195/2540ฎีกา 5283/2540ฎีกา 3785/2545ฎีกา 7706/2548ฎีกา 1182/2491ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1081/2549ฎีกา 1642/2545ฎีกา 261/2506ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ