⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6412/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6412/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดกำหนดให้หักทอนบัญชีกันทุกวันสิ้นเดือน การคำนวณหนี้ที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญาต้องเป็นไปตามกำหนดดังกล่าว และสิทธิในการคิดดอกเบี้ยก็ต้องเริ่มนับแต่วันถัดจากวันหักทอนบัญชีครั้งสุดท้าย หากศาลชั้นต้นวินิจฉัยคลาดเคลื่อนไปจากหลักเกณฑ์นี้ ผู้เสียหายชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ การขอแก้ไขคำพิพากษาในประเด็นที่เกี่ยวกับจำนวนหนี้ที่ศาลได้กำหนดไว้แล้วนั้น ไม่ใช่กรณีที่ศาลจะดำเนินการแก้ไขตามบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขคำพิพากษาที่ผิดพลาดเล็กน้อยได้

ย่อคำพิพากษา

สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กำหนดให้มีการหักทอนบัญชีกันทุกวันสิ้นเดือน เมื่อหักทอนบัญชีในเดือนสุดท้ายที่มีการเลิกสัญญา คือ วันที่ 30 กันยายน 2539 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ จำนวน 2,529,015.86 บาท แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นหนี้ที่คำนวณถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปว่าหลังจากนั้นโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ซึ่งความจริงโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 เช่นนี้ โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ โจทก์ไม่อาจใช้วิธีการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้แก้ไขคำพิพากษาเนื่องจากมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงจำนวนหนี้ที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้จึงมิใช่เป็นข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.143

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,529,015.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2542 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2542 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์? ระหว่างบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย โดยแก้ไขคำพิพากษาจากนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2539 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีแก้ไขมากชอบที่โจทก์จะอุทธรณ์ต่อไป ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ตามข้อตกลงในสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือนหากผิดนัดยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงินเป็นรายเดือน ตามธรรมเนียมการคิดบัญชีของธนาคารพาณิชย์ ตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันอันเป็นการคิดหักทอนบัญชีกันทุกวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนติดต่อกันไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินออกจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีอีก โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นกับจำเลยที่ 1 ได้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 จะไม่ถูกต้องเนื่องจากวันครบกำหนดหักทอนบัญชีสำหรับงวดที่จำเลยที่ 1 เบิกเงินไปครั้งสุดท้ายในเดือนกันยายน 2539 ต้องเป็นวันที่ 30 กันยายน 2539 โดยจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 2,529,015.86 บาท แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นหนี้ที่คำนวณถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 และวินิจฉัยต่อไปว่าหลังจากนั้นโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป อันเป็นการไม่ถูกต้องก็ตาม โจทก์ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่โจทก์กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยจนคดีถึงที่สุด ซึ่งการจะแก้ไขคำพิพากษาได้จะต้องเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กรณีนี้หากจะแก้ไขว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ตามที่โจทก์ร้องขอก็จะทำให้จำเลยทั้งสามต้องเสียดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นเพิ่มขึ้นเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจำนวนหนี้ที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ เป็นเหตุให้จำเลยรับผิดสูงขึ้น จึงมิใช่เป็นข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย และยังมีผลเป็นการแก้ไขคำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิมของศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6412/2549 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทไดเร็ค มาร์เก็ตติ้ง เอ็กซเพรส จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทไดเร็ค มาร์เก็ตติ้ง เอ็กซเพรส จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สถิตย์ ทาวุฒิ · สุรพล เจียมจูไร · เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายชยุตม์ ประภากมล · ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5384/2538ฎีกา 9421/2553ฎีกา 2227/2542ฎีกา 84/2524ฎีกา 2701/2537ฎีกา 196/2535ฎีกา 8688/2551ฎีกา 2039/2520ฎีกา 1767/2536ฎีกา 9376/2539ฎีกา 1734/2506ฎีกา 58/2491ฎีกา 258/2525ฎีกา 6210/2534ฎีกา 102/2535ฎีกา 5461/2541ฎีกา 1290/2529ฎีกา 955/2536ฎีกา 4794/2534ฎีกา 6088/2551ฎีกา 7066/2539ฎีกา 6866/2552ฎีกา 267/2495ฎีกา 533/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา