⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2916/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2916/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว หากข้อตกลงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จะไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นที่ว่าสัญญาดังกล่าวเกิดจากการฉ้อฉลได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยฎีกาโดยยกข้ออ้างเป็นเรื่องที่ว่าการขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการบังคับคดี มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะทำให้เห็นว่าสัญญาประนีประยอมความนั้นเกิดโดยการฉ้อฉลของโจทก์ และข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมนั้นก็มิได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ในอันที่จำเลยจะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์สามชั้นครึ่งเลขที่ 233/3 ซึ่งซื้อมาจากการขายทอดตลาดโดยสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมา จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าวโดยละเมิด โจทก์แจ้งให้จำเลยและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ ดังกล่าว แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการนำอาคารพาณิชย์ออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 7,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน คิดเป็นค่าเสียหาย 21,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ถนนพิบูลละเอียด ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้จำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 21,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเคยให้ผู้อื่นเช่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ค่าเสียหายตามฟ้องจึงสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ลดค่าเสียหายลงเป็นเดือนละ 3,000 บาท ก่อนสืบพยาน โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลว่า ข้อ 1. จำเลยยินยอมขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน (ภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2546) ทั้งนี้จำเลยและบริวารจะส่งมอบอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและไม่เข้าเกี่ยวข้องหรือรบกวนสิทธิในอาคารดังกล่าวของโจทก์อีกต่อไป ข้อ 2. หากครบกำหนดตามข้อ 1. จำเลยและบริวารเพิกเฉยจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องและค่าเสียหายเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันผิดสัญญาจนกว่าจำเลยและบริวารจะได้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปเสร็จสิ้น กับให้โจทก์บังคับคดีกับจำเลยและบริวารได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกอุทธรณ์จำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล (2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน" จำเลยฎีกาว่า นางดาหวัน คุณอมรเลิศ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 771/2545 ของศาลชั้นต้นและโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึดอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ร่วมกันแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11593 เลขที่ดิน 9 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีนางลาวัลน์ ประจันตะเศษ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ความจริงอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ตั้งอยู่บนที่ดินเลขที่ 9 (ปัจจุบันเลขที่ดิน 748) ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเพลิน ไชยะเดชะ ทำให้การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยโจทก์เป็นผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวได้นั้นมีลักษณะเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และพฤติการณ์ของโจทก์กับนางดาหวันเป็นการฉ้อฉลจำเลยด้วยนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าการขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์เลขที่ 233/3 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการบังคับคดี หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะทำให้เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเกิดโดยการฉ้อฉลของโจทก์แต่อย่างใดไม่ และข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมนั้นก็มิได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยจึงมิได้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ในอันที่จำเลยจะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยมานั้นชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2916/2550 นายสุขสันต์ จันทร์เวียงชัย โจทก์ นายทรงพล ไชยะเดชะ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุขสันต์ จันทร์เวียงชัย · จำเลย - นายทรงพล ไชยะเดชะ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาลี ทัพภวิมล · สมศักดิ์ จันทรา · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 3996/2541ฎีกา 1287/2530ฎีกา 1415/2540ฎีกา 3191/2547ฎีกา 946/2509ฎีกา 766/2543ฎีกา 7168/2542ฎีกา 1333/2530ฎีกา 1733/2492ฎีกา 1591/2495ฎีกา 712/2496ฎีกา 5393/2540ฎีกา 742/2490ฎีกา 8309/2543ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1451/2521ฎีกา 82/2512ฎีกา 7907/2551ฎีกา 1275/2482ฎีกา 3053/2527ฎีกา 506/2530ฎีกา 7339/2540ฎีกา 57/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา