⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5297/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5297/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมที่กำหนดจำนวนหนี้และวันชำระไว้แน่นอนแล้ว ผู้ผิดนัดย่อมต้องรับผิดตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ แม้จะมีการนำเงินมาชำระภายหลังก็ไม่ทำให้พ้นจากการเป็นผู้ผิดนัด

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมมีข้อความว่า จำเลยทั้งสองยอมชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนโดยนำเงินมาวางศาลเดือนละไม่น้อยกว่า 4,000 บาท ทกุเดือนติดต่อกัน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 22 ของเดือน โดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 8 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัด 2 งวดโดยไม่จำต้องติดต่อกันให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวได้กำหนดวันและจำนวนหนี้ที่ต้องชำระไว้แน่นอน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางศาลภายในกำหนดถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำพิพากษา แม้ว่าโจทก์จะมาขอรับเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาลภายหลังที่ผิดนัดแล้วก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นผู้ผิดนัดโจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ได้ทันที

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ฐานผิดสัญญา ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ยืมเงินโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยทั้งสองยอมชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนโดยนำเงินมาวางศาลเดือนละไม่น้อยกว่า 4,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 22 ของเดือน และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 8 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัด 2 งวด โดยไม่จำต้องติดต่อกันให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีจากยอดหนี้ที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2546 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยอ้างว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่นำเงินมาวางศาลเพื่อผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 22 ของเดือนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยในเดือนมกราคม 2546 วางศาลเมื่อวันที่ 27 เดือนกุมภาพันธ์ 2546 วางศาลเมื่อวันที่ 25 เดือนมีนาคม 2546 วางศาลเมื่อวันที่ 28 เดือนพฤษภาคม 2546 วางศาลเมื่อวันที่ 23 และเดือนมิถุนายน 2546 วางศาลเมื่อวันที่ 26 ซึ่งเป็นการผิดนัดมากกว่า 2 งวด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จำเลยที่ 2 นำเงินมาวางศาลผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปบ้างแต่ได้ชำระดอกเบี้ยในส่วนที่ผิดนัดแล้ว จึงยังไม่เห็นสมควรออกหมายบังคับคดี โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อสำคัญว่า จำเลยทั้งสองยอมชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนโดยนำเงินมาวางศาลเดือนละไม่น้อยกว่า 4,000 บาท ทุกเดือนติดต่อกัน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 22 ของเดือน โดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 8 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัด 2 งวด โดยไม่จำต้องติดต่อกันให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีจากยอดหนี้ที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวได้กำหนดวันและจำนวนหนี้ที่ต้องชำระไว้แน่นอน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางศาลภายในกำหนดก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำพิพากษา แม้ว่าโจทก์จะมาขอรับเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาลภายหลังที่ผิดนัดแล้วก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันที ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ผิดนัดแล้วแต่โจทก์ยังยอมรับชำระหนี้ โจทก์จึงไม่อาจขอให้ออกหมายบังคับคดีได้ ต้องรอให้จำเลยที่ 2 ผิดนัดอีกครั้งและโจทก์ต้องไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 นั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5297/2550 นายภิญโญ แก้วสงค์ โจทก์ นายวาด ชัยขนอม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายภิญโญ แก้วสงค์ · จำเลย - นายวาด ชัยขนอม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชาติ เอี่ยมประไพ · เรวัตร อิศราภรณ์ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 285/2503ฎีกา 2274/2537ฎีกา 451/2491ฎีกา 8454/2544ฎีกา 1492/2528ฎีกา 1138/2529ฎีกา 2660/2536ฎีกา 10166/2539ฎีกา 394/2550ฎีกา 6789/2541ฎีกา 3996/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 945/2504ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1763/2551ฎีกา 7168/2542ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา