คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5345/2550
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดและอัตราโทษใหม่ จะมีผลบังคับใช้กับคดีที่เกิดขึ้นภายหลังกฎหมายนั้นมีผลบังคับใช้ หรือหากมีผลย้อนหลัง จะต้องเป็นกรณีที่กฎหมายใหม่นั้นเป็นคุณแก่จำเลยเท่านั้น
ย่อคำพิพากษา
ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 17)ฯ กำหนดความผิดอาญาและอัตราโทษสำหรับการกระทำผิดเกี่ยวกับบัตรและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดและต้องระวางโทษตาม ป.อ. มาตรา 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267/7 แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมบัตรเครดิตอันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับ หลังจากจำเลยกับพวกกระทำผิดดังกล่าวแล้วจำเลยกับพวกร่วมกันใช้บัตรเครดิตวีซ่าดังกล่าว และจำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมบัตรเครดิตอันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 265, 268 และริบบัตรเครดิตวีซ่าของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยรับข้อเท็จจริงบางประการและคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบบัตรเครดิตวีซ่าของกลาง คำขออื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้บัตรเครดิตวีซ่าปลอมชำระราคาสินค้า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกจำเลย 2 ปีก่อนลดโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยขอรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้บัตรเครดิตวีซ่าปลอมชำระราคาสินค้า เป็นการกระทบกระเทือนถึงธนาคารซึ่งเป็นสถาบันการเงินและความเชื่อถือของผู้ประกอบกิจการทั่วไปต่อการใช้บัตรเครดิตนับเป็นการกระทำที่มุ่งถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่นพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีอาชีพเป็นหลักแหล่งแน่นอนกับมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวดังที่กล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2547 กำหนดความผิดอาญาและอัตราโทษสำหรับการกระทำผิดเกี่ยวกับบัตรและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดและต้องระวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7 แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5345/2550
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นางหลิน ไอยู่ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นางหลิน ไอยู่ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชัช ชลวร · วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์ · บวร กุลทนันทน์ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ