⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 575/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ว่าให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของ ส. ฟ้องทายาทโดยธรรมของ ส. เพื่อบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันที่ ส. ทำไว้ แม้ทายาทโดยธรรมจะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่หากไม่มีการสั่งจัดการทรัพย์มรดกของ ส. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการทรัพย์สินในกองมรดกหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินในกองมรดกนั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 และยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตตามคำร้อง แต่การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 6 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ว่าให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว และแม้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาในคดีคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทิ้งอุทธรณ์ไปแล้ว คดีตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลโดยชอบ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ ส. ทำไว้กับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ อันเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของ ส. ฟ้องกองมรดกเพื่อบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ซึ่งโจทก์จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 6 หรือทายาทคนใดของ ส. ก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1737 โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 6 ให้รับผิดในฐานะส่วนตัว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 6 จะถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อไม่มีเจ้าหนี้รายใดฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของ ส. ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 82 และศาลมิได้พิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของ ส. ตามมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการทรัพย์สินในกองมรดกของ ส. หรือเข้ามาต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินในกองมรดกของ ส. แทนจำเลยที่ 6 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 (1) (3) ได้ จำเลยที่ 6 จึงยังคงมีอำนาจต่อสู้คดีนี้ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 จึงเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1737 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.22 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.82 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.84

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน และให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี โพธิรัตนังกูร ผู้ค้ำประกันอีกผู้หนึ่งซึ่งถึงแก่ความตาย หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำนองเป็นประกันหนี้และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้การต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 ในคดีหมายเลขแดงที่ 127/2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 5 ยื่นคำแถลงไม่ขอเข้าว่าคดี โจทก์แถลงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 5 ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2544 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 4 และที่ 6 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 391/2544 และคดีหมายเลขแดงที่ 607/2544 ตามลำดับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 4 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 6 ยื่นคำแถลงไม่ขอเข้าว่าคดีและขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 6 โจทก์ไม่คัดค้านการขอให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 แต่คัดค้านการขอให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 6 นั้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 6 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจในการจัดการการทรัพย์สินจึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 6 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 เช่นกัน ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 และยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตตามคำร้อง แต่การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 6 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ว่าให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว และแม้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาในคดีคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทิ้งอุทธรณ์ไปแล้ว คดีตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาโดยชอบ มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี โพธิรัตนังกูร ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่นายสุกรีทำไว้กับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์อันเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของนายสุกรีฟ้องกองมรดกเพื่อบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ซึ่งโจทก์จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 6 หรือทายาทคนใดของนายสุกรีก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737 โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 6 ให้รับผิดในฐานะส่วนตัว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 6 จะถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อไม่มีเจ้าหนี้รายใดฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของนายสุกรีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 82 และศาลมิได้พิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายสุกรีตามมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุกรี หรือเข้ามาต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุกรีแทนจำเลยที่ 6 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) (3) ได้ จำเลยที่ 6 จึงยังคงมีอำนาจต่อสู้คดีนี้ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 ให้ศาลชั้นต้นยกคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ขึ้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2550 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทไทยคอตตอนมิลล์ (1964) จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทไทยคอตตอนมิลล์(1964) จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัชลิต ละเอียด · บุญรอด ตันประเสริฐ · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5209/2566ฎีกา 578/2550ฎีกา 4238/2539ฎีกา 943/2513ฎีกา 2416/2566ฎีกา 710/2535ฎีกา 374/2534ฎีกา 6605/2550ฎีกา 662/2525ฎีกา 5104/2533ฎีกา 4851/2545ฎีกา 1636/2534ฎีกา 5219/2534ฎีกา 3779/2542ฎีกา 3047/2529ฎีกา 903/2508ฎีกา 92/2531ฎีกา 4470/2543ฎีกา 690/2512ฎีกา 4481/2542ฎีกา 8304/2559ฎีกา 7966/2544ฎีกา 2709/2536ฎีกา 7732/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ