⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6014/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6014/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การระบุเวลาแห่งการกระทำผิดในฟ้องคดีอาญา ไม่จำเป็นต้องระบุให้แน่นอนถึงวัน เดือน ปี หากแต่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และหากจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การกระทำผิดย่อมหมายถึงระหว่างเวลาปฏิบัติราชการตามปกติ

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุเวลากระทำผิด แต่จำเลยเป็นพนักงานอัยการก็เห็นได้ว่าหมายถึงระหว่างเวลาปฏิบัติราชการตามปกตินั่นเอง ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ดำเนินการเกี่ยวกับคดีของโจทก์ข้างต้นในวันเวลาใด เพราะจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีของโจทก์ดังกล่าวด้วยตนเอง คำฟ้องของโจทก์มีรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157 และ 200 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 ประกอบมาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 โจทก์ได้ปฏิบัติตามหน้าที่เข้าจับกุมบุคคลผู้มีชื่อซึ่งเปิดกิจการร้านอาหารครัวเทคที่เปิดโดยไม่ได้รับอนุญาตและเปิดเกินเวลาได้ถูกจ่าสิบตำรวจปรีชาขัดขวางและใช้อาวุธปืนจะยิงโจทก์ โจทก์และสิบตำรวจตรีโกวิทย์ได้ใช้อาวุธปืนยิงจ่าสิบตำรวจปรีชาเป็นการป้องกัน จ่าสิบตำรวจปรีชาถึงแก่ความตาย พนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนชันสูตรพลิกศพที่ ช. 1/2542 ส่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2542 ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับแล้วมีหน้าที่ต้องร้องต่อศาลเพื่อทำการไต่สวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคสาม แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนในคดี ช. 1/2542 ทำสำนวนคดีอาญาสามัญให้โจทก์เป็นผู้ต้องหาส่งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 พิจารณาและพนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนคดีอาญาสามัญส่งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2542 เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับสำนวนแล้วได้สมคบกันกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา โดยได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 342/2542 ต่อศาลจังหวัดพังงาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2542 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องถูกควบคุมตัวและถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำผิดซึ่งได้แก่วันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพที่ ช. 1/2542 จากพนักงานสอบสวนแล้วไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคสาม สืบเนื่องไปถึงวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนในคดีชันสูตรพลิกศพที่ ช. 1/2542 ทำสำนวนคดีอาญาสามัญให้โจทก์เป็นผู้ต้องหา และวันที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีอาญาให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้สมคบกันกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบกลั่นแกล้งฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาสามัญเพื่อให้โจทก์รับโทษทางอาญา โดยคำฟ้องของโจทก์ได้ระบุวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นฟ้องโจทก์ไว้ในคำฟ้องของโจทก์ด้วย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าใจได้ว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำผิดตามวันดังกล่าวสืบเนื่องกันมาตามที่โจทก์ได้ระบุในคำฟ้องแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุเวลากระทำผิด ก็เห็นได้ว่าหมายถึงระหว่างเวลาปฏิบัติราชการตามปกตินั่นเอง ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ดำเนินการเกี่ยวกับคดีของโจทก์ข้างต้นในวันเวลาใด เพราะจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีของโจทก์ดังกล่าวด้วยตนเอง คำฟ้องของโจทก์มีรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่เกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 ประกอบมาตรา 83 ให้คงประทับฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาความผิดฐานดังกล่าวไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6014/2550 ร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์ สุวรรณโณ โจทก์ นายสุชาติ ไตรประสิทธิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์ สุวรรณโณ · จำเลย - นายสุชาติ ไตรประสิทธิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศิริชัย จิระบุญศรี · ศุภชัย สมเจริญ · ณรงค์ ธนะปกรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพังงา - นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายนุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.5188/2546

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492ฎีกา 3577/2551ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา