⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 755/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนับอายุความละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้แทนโดยชอบธรรมของนิติบุคคลนั้นได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล มีอธิบดีเป็นผู้แทน การนับอายุความละเมิดตามป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่อธิบดีผู้แทนโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน น. เป็นนายช่างแขวงการทางซึ่งเป็นเพียงข้าราชการในกรมของโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่ผู้แทนของโจทก์โดยตรง แม้ น. จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2539 แล้ว แต่อธิบดีผู้แทนโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่ 26 กันยายน 2546 นับถึงวันที่ 12 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล โดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงคมนาคม มีนายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ เป็นอธิบดี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538 เวลาประมาณ 5 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-2065 นครสวรรค์ มาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 344 ตอนชลบุรี - บ้านบึง ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถบังคับรถให้แล่นอยู่ในทางเดินรถได้ตามปกติ เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 3+200 ที่เกิดเหตุ รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับได้เสียหลักออกนอกทางเดินรถพุ่งชนกระถางต้นไม้เกาะกลางถนนซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่าเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 โจทก์ซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 20,000 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงต้องร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,336.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 มิใช่นายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นายนคร วานิชจำเริญกุล เจ้าหน้าที่ของโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 31 มกราคม 2539 ทวงถามจำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าเสียหายเป็นการกระทำการแทนโจทก์ โจทก์จึงทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 12 มีนาคม 2547 เกินกำหนด 1 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 32,336.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,600 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538 เวลาประมาณ 5 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-2065 นครสวรรค์ ของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 มาถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 3+200 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ที่เกิดเหตุด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 โดยขับรถพุ่งชนกระถางกลางถนนซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 20,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2539 ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 12 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง นายนคร วานิชจำเริญกุล นายช่างแขวงการทางชลบุรีได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ให้ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.5 ต่อมากองนิติการในสังกัดโจทก์ได้รับรายงานผลการสอบสวนหาผู้รับผิดในทางแพ่งจากสำนักทางหลวงที่ 12 นายวินัย ธีรอภิศักดิ์กุล ผู้อำนวยการกองนิติการตรวจสอบสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นว่าผู้ที่จะต้องรับผิดคือจำเลยทั้งสอง และได้บันทึกข้อความเสนอความเห็นลงวันที่ 23 กันยายน 2546 พร้อมทั้งได้จัดทำหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย และหนังสือแจ้งอัยการจังหวัดประจำศาลแขวงชลบุรีเพื่อพิจารณาดำเนินการฟ้องคดีแพ่งเพื่อให้นายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ อธิบดีโจทก์ลงนามด้วยปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6 และนายเทิดศักดิ์ได้บันทึกท้ายหนังสือความเห็นของกองนิติการเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 ว่าลงนามแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล มีอธิบดีเป็นผู้แทนตามกฎหมายซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบของราชการ รวมทั้งเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรม ฉะนั้น การนับอายุความละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่อธิบดีผู้แทนโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2538 และนายนคร วานิชจำเริญกุล นายช่างแขวงการทางชลบุรีได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่แทนโจทก์ ถือว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2539 แล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 12 มีนาคม 2537 จึงเกินกว่า 1 ปีนั้น เห็นว่า นายนครมีตำแหน่งเป็นนายช่างแขวงการทางชลบุรีซึ่งเป็นเพียงข้าราชการในกรมของโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่ผู้แทนของโจทก์โดยตรง แม้เจ้าหน้าที่ของโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2539 แล้วก็ตาม แต่ได้ความจากนางสาวเย็นฤดี หอมแก้ว นิติกร 7 สำนักงานทางหลวงที่ 12 พยานโจทก์ว่า มีกรณีที่ทำละเมิดต่อทรัพย์สินของโจทก์เป็นพัน ๆ เรื่อง แต่มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องดังกล่าวสิบกว่าคน จึงต้องทยอยทำเพื่อสนองเรื่องให้อธิบดีโจทก์ทราบ เป็นเหตุให้รายงานอธิบดีโจทก์ทราบช้า ดังนั้น เมื่อปรากฏว่านายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ อธิบดีผู้แทนโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 ตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.6 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่ 26 กันยายน 2546 นับถึงวันที่ 12 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2550 กรมทางหลวง โจทก์ นายฉลอง ภูนวล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมทางหลวง · จำเลย - นายฉลอง ภูนวล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาลี ทัพภวิมล · สมศักดิ์ จันทรา · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 707/2507ฎีกา 4300/2543ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 2908/2530ฎีกา 3089/2537ฎีกา 6304/2540ฎีกา 2685/2536ฎีกา 5095/2556ฎีกา 6560/2555ฎีกา 2225/2536ฎีกา 4258/2541ฎีกา 860/2525ฎีกา 588/2514ฎีกา 1913/2534ฎีกา 2499/2524ฎีกา 7231/2538ฎีกา 3763/2532ฎีกา 2562/2522ฎีกา 2425/2538ฎีกา 10930/2554ฎีกา 4085/2559ฎีกา 142/2535ฎีกา 282/2516
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา