⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7671/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7671/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของผู้จัดการสาขาของบริษัท ถือเป็นการกระทำในนามของบริษัท บริษัทจึงต้องรับผลของการกระทำนั้น แม้ผู้จัดการสาขาจะปฏิบัติผิดระเบียบภายในของบริษัทก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นผู้จัดการสาขาของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยรับเงินจาก บ. ผู้ค้ำประกันการทำงานของ น. พนักงานโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยได้ทำสัญญาในฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วม มีสาระสำคัญว่า บ. ได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วมแล้วและโจทก์ร่วมถือว่า บ. ได้ปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันครบถ้วนแล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญากับ บ. อีกต่อไป ดังนี้ เงินที่จำเลยรับไว้จาก บ. จึงเป็นของโจทก์ร่วมแล้ว เพราะโจทก์ร่วมต้องรับผลในการกระทำของจำเลยในอันที่จะไปเรียก บ. ชำระเงินอีกไม่ได้เนื่องจาก บ. อาจนำสัญญาดังกล่าวมาแสดงว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบหรือไม่ได้รับอนุมัติจากผู้จัดการเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้ก็เป็นเพียงระเบียบภายในที่จำเลยต้องปฏิบัติจะนำมาอ้างว่ามิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่ หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับจำเลยและไม่ผูกพัน บ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ดังนั้น จึงถือได้ว่าจำเลยรับเงินแทนโจทก์ร่วมแล้ว เมื่อจำเลยเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 กันยายน 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 28 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยครอบครองเงินจำนวน 100,000 บาท ของบริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหาย และวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณาบริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2541 จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขานครสวรรค์ของโจทก์ร่วมได้รับเงิน 100,000 บาท จากนายบุญแทน เนียมหุ่น ผู้ค้ำประกันการทำงานของนายนพดล สุขสอน พนักงานโจทก์ร่วมที่ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและสัญญา จำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้แล้วไม่ได้นำไปให้โจทก์ร่วม เห็นว่า จำเลยเป็นผู้จัดการสาขานครสวรรค์ของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยรับเงินจากนายบุญแทนผู้ค้ำประกันการทำงานของนายนพดลพนักงานโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยได้ทำสัญญาในฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วมมีสาระสำคัญว่านายบุญแทนได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วมแล้ว และโจทก์ร่วมถือว่านายบุญแทนได้ปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันครบถ้วนแล้วไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญากับนายบุญแทนอีกต่อไป ดังนี้เงินที่จำเลยรับไว้จากนายบุญแทนจึงเป็นของโจทก์ร่วมแล้ว เพราะโจทก์ร่วมต้องรับผลในการกระทำของจำเลยในอันที่จะไปเรียกนายบุญแทนชำระเงินอีกไม่ได้ เนื่องจากนายบุญแทนอาจนำสัญญาดังกล่าวมาแสดงว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ หรือไม่ได้รับอนุมัติจากผู้จัดการเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้ ก็เป็นเพียงระเบียบภายในที่จำเลยต้องปฏิบัติ จะนำมาอ้างว่ามิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับจำเลยและไม่ผูกพันนายบุญแทนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ฟังได้ว่าจำเลยรับเงินไว้แทนโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริตโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7671/2550 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด โจทก์ร่วม นายบรรพต พ่วงอิ่ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์ · โจทก์ร่วม - บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด · จำเลย - นายบรรพต พ่วงอิ่ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย · มงคล ทับเที่ยง · อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7100/2538ฎีกา 1057/2514ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 3595/2532ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 617/2536ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ