⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15187/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15187/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยเว้นว่างข้อความไว้ ย่อมแสดงว่าผู้ลงลายมือชื่อยอมรับให้ผู้รับมอบอำนาจกรอกข้อความและดำเนินการใดๆ ได้ตามที่เห็นสมควรภายหลัง. การใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้.

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้าไว้โดยมิได้มีการกรอกข้อความรายละเอียดลงไป แสดงว่าโจทก์รู้ดีและยอมรับอยู่แล้วว่าผู้ที่ซื้อที่ดินพิพาทจะสามารถนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปกระทำการโอนขายต่อหรือจำนองหรือกระทำการใด ๆ ก็ได้ภายหลังที่พ้นกำหนดข้อห้ามโอน 5 ปีนับแต่ออกเอกสาร น.ส.3 ก. แล้ว เมื่อจำเลยรับจำนองที่ดินโดยสุจริตจากผู้ที่ซื้อที่ดินพิพาทไปตามวิธีปฏิบัติดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองเพื่อให้โจทก์มิต้องชำระหนี้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๕ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันและบันทึกต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 674 เลขที่ดิน 89 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างโจทก์ (โดยนางสุนทรา) ผู้จำนอง กับจำเลย (โดยนายสุรีย์) ผู้รับจำนองเป็นโมฆะ และขอให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมสัญญาดังกล่าว โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิ้น หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์และจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายชาญชัย และได้โอนการครอบครองที่ดินให้แก่นายชาญชัยเรียบร้อยแล้ว ต่อมานายชาญชัยได้ขอให้โจทก์มอบสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านให้แก่นายชาญชัยเพื่อไปโอนทางทะเบียนหลักฐาน น.ส.3 ก. ที่จะออกในภายหลัง ในชั้นแรกโจทก์ปฏิเสธ แต่ต่อมาโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจซึ่งเป็นแบบฟอร์มโดยไม่มีการกรอกข้อความแล้วมอบให้แก่นายชาญชัยไป 1 ฉบับ โดยนายชาญชัยอ้างว่าจะนำไปโอนที่ดิน น.ส.3 ก. แปลงพิพาทที่จะออกมาในชื่อของโจทก์ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ที่ดินสามารถโอนให้แก่ผู้อื่นได้ แต่จากคำเบิกความของนายชาญชัยว่า ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ และต่อมาภายหลังได้ขายให้แก่นางยุภาพรและนางวาสนา โดยขณะนั้นนายชาญชัยเป็นผู้ถือ น.ส.3 ก. ขณะที่ขายให้แก่นางยุภาพรและนางวาสนาที่ดินพิพาทยังอยู่ในข้อกำหนดห้ามโอน 5 ปีอยู่ แต่นายชาญชัยได้มอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นางยุภาพรและนางวาสนาแล้ว และได้ส่งมอบ น.ส.3 ก. พร้อมกับหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้แก่นางยุภาพรและนางวาสนาไปไว้สำหรับการโอนที่ดินเป็นชื่อของผู้ซื้อเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการโอน และได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ให้ไปด้วย วิธีการเช่นนี้เป็นวิธีการปฏิบัติที่ผู้มีชื่อในที่ดินนิคมสร้างตนเองลำตะคองจะโอนให้แก่ผู้อื่น จากคำเบิกความของโจทก์และนายชาญชัยดังกล่าว การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไว้โดยมิได้มีการกรอกข้อความรายละเอียดลงไปก็เพื่อให้นายชาญชัยหรือผู้ใดก็ได้ที่ซื้อที่ดินพิพาทมีเอกสารไว้เพื่อไปโอนที่ดินหรือทำนิติกรรมใด ๆ ก็ได้ เหตุที่ต้องทำวิธีการดังกล่าวเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในข้อกำหนดห้ามโอน 5 ปี นับแต่ออกเอกสาร น.ส.3 ก.หากไม่กระทำดังกล่าวโดยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไว้ก็จะไม่สามารถโอนขายโดยหลีกเลี่ยงกฎหมายให้แก่ผู้ใดได้ จึงต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ล่วงหน้าไว้ การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้าไว้ดังกล่าว แสดงว่าโจทก์รู้ดีและยอมรับอยู่แล้วว่าผู้ที่ซื้อที่ดินพิพาทจะสามารถนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปกระทำการโอนขายต่อหรือจำนองหรือกระทำการใด ๆ ก็ได้ภายหลังที่พ้นกำหนดข้อห้ามโอนแล้ว เมื่อจำเลยรับจำนองที่ดินโดยสุจริตจากผู้ที่ซื้อที่ดินพิพาทไปตามวิธีปฏิบัติดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองเพื่อให้โจทก์มิต้องชำระหนี้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15187/2551 นายอุดม ตวงวุฒิกุล โจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอุดม ตวงวุฒิกุล · จำเลย - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นุรักษ์ มาประณีต · ประทีป ปิติสันต์ · ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายพูนพล ชมศร · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายมานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2894/2546

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 576/2540ฎีกา 5692/2538ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 1739/1739ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6039/2537ฎีกา 861/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา