⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2959/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความ และไม่อาจขอให้ศาลเพิกถอนได้ เว้นแต่คำพิพากษานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งต้องใช้วิธีอุทธรณ์ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ จำเลยทั้งสาม และจำเลยร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าคำพิพากษานั้นไม่ชอบเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาได้ตามมาตรา 138 วรรคสอง (2) จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษานั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์และคดีถึงที่สุดไปแล้วจำเลยที่ 1 จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้สั่งห้ามมิให้จำเลยเข้าไปทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมการใช้ประโยชน์ ปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ช่วงที่ 1 ระหว่างหมายเลข 16-17-8-24 ซึ่งทางดังกล่าวทะลุเข้าไปในเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 8247 ของผู้อื่น กว้างประมาณ 8 เมตร ในแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 5 และช่วงที่ 2 ระหว่างหมายเลข 3-4-5-8-17-6-3 ในแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 5 กว้าง 8 เมตร และบังคับให้จำเลยตัดขุดรื้อถอนต้นไม้พืชผลที่จำเลยปลูกบนทางสาธารณประโยชน์ทั้งสองช่วงนั้นเสีย ถ้าจำเลยไม่ทำตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาจำเลย และให้จำเลยนำโฉนดที่ดินไปมอบให้เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแบ่งแยกกันเป็นทางสาธารณประโยชน์ทั้งสองช่วงนั้นเสีย ถ้าจำเลยไม่ทำตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทนจำเลย โดยให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจออกใบแทนที่แบ่งหักกันเป็นทางสาธารณะประโยชน์แล้วได้ด้วย จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองขอให้เรียกนางประยงค์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงกันได้ และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2547 และศาลได้พิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมความนั้นแล้ว ต่อมาในวันที่ 2 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมโดยถูกฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) ซึ่งจำเลยที่ 1 ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 จะมาร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อ้างมาด้วยว่าโจทก์บรรยายฟ้องขอให้บังคับเฉพาะที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 8391 เท่านั้น หาได้กล่าวถึงที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8249 แต่อย่างใด แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความให้จำเลยทั้งสามยกที่ดินบางส่วนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8249 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ด้วย คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลชั้นต้นชอบที่จะรับคำร้องของจำเลยที่ 1 ไว้ดำเนินการต่อไป นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 อ้างกรณีดังกล่าวมาด้วย แต่ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าคำพิพากษานั้นไม่ชอบ เป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเห็นว่าเมื่อโจทก์ จำเลยทั้งสาม และจำเลยร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลและศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าคำพิพากษานั้นไม่ชอบ เป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังกล่าว ซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (2) จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษานั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์และคดีถึงที่สุดไปแล้วเช่นนี้ จำเลยที่ 1 จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959/2551 องค์การบริหารส่วนตำบลบางหลวง โจทก์ นางจันทร์ เขียวคำรพ กับพวก จำเลย นายประยงค์ กิตติถาวร จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - องค์การบริหารส่วนตำบลบางหลวง · จำเลย - นางจันทร์ เขียวคำรพ กับพวก · จำเลยร่วม - นายประยงค์ กิตติถาวร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ บุญชัด · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 3996/2541ฎีกา 1287/2530ฎีกา 1415/2540ฎีกา 3191/2547ฎีกา 946/2509ฎีกา 766/2543ฎีกา 7168/2542ฎีกา 1333/2530ฎีกา 1733/2492ฎีกา 1591/2495ฎีกา 712/2496ฎีกา 5393/2540ฎีกา 742/2490ฎีกา 8309/2543ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1451/2521ฎีกา 82/2512ฎีกา 7907/2551ฎีกา 1275/2482ฎีกา 3053/2527ฎีกา 506/2530ฎีกา 7339/2540ฎีกา 57/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา