⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3103/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3103/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์โดยยังไม่ได้ฟังคำพยานและพยานหลักฐานของโจทก์ให้ครบถ้วน ถือว่าศาลมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา.

ย่อคำพิพากษา

คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เสียหายเพียงใด โดยโจทก์มีภาระการพิสูจน์ การที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดนั้น ต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากการนำสืบของคู่ความซึ่งเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อโจทก์แถลงขอสืบ ส. ทนายโจทก์เป็นพยานปากแรก โดยโจทก์ยืนยันว่า ส. รู้เห็นการประกอบอาชีพของโจทก์ เมื่อยังไม่ได้ฟังคำพยานย่อมไม่อาจทราบได้ว่า ส. เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรงหรือไม่ และพยานหลักฐานของโจทก์ที่จะนำสืบในประเด็นข้อนี้มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด ประกอบกับโจทก์ไม่มีพฤติการณ์ประวิงคดี การที่ศาลชั้นต้นด่วนสรุปว่า ส. ไม่รู้เห็นข้อเท็จจริงในเรื่องการประกอบอาชีพของโจทก์โดยตรงจึงให้งดสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว คงมีโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเพียงปากเดียว แล้วพิพากษาคดีไปโดยยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) แม้โจทก์มีคำขอท้ายอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้บังคับจำเลยชำระเงินตามฟ้อง แต่การที่ศาลอุทธรณ์จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ซึ่งมีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,622,970 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ในวันสืบพยานโจทก์วันที่ 2 พฤษภาคม 2546 โจทก์แถลงขอสืบนายสุวัฒน์ทนายโจทก์เป็นพยานปากแรกในข้อเท็จจริงที่ว่าพยานปากนี้รู้เห็นการประกอบอาชีพของโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ที่จะทราบการประกอบอาชีพของโจทก์ดีที่สุดคือตัวโจทก์และครอบครัว พยานโจทก์ปากนี้ไม่ได้รู้เห็นข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยตรงและไม่ใช่พยานที่ดีที่สุดที่จะนำสืบในประเด็นข้อนี้ เป็นพยานฟุ่มเฟือย จึงงดสืบพยานโจทก์ปากนายสุวัฒน์ โจทก์อ้างตนเองเข้าเบิกความแล้วแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 364,709 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าทนายความให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ในประเด็นเรื่องค่าเสียหายในอนาคตที่โจทก์ไม่สามารถประกอบการงานได้แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนนี้ให้โจทก์ไปทั้งหมด จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ปากนายสุวัฒน์แล้วพิพากษาใหม่หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นประเด็นข้อ 3 ว่า โจทก์เสียหายเพียงใด โดยโจทก์มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดนั้น ต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากการนำสืบของคู่ความซึ่งเสร็จสิ้นแล้ว แม้โจทก์จะเป็นพยานชั้นหนึ่ง แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะนำสืบพยานปากอื่นเพื่อสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ได้ด้วย คดีนี้โจทก์แถลงขอสืบนายสุวัฒน์ทนายโจทก์เป็นพยานปากแรก โดยโจทก์ยืนยันว่า นายสุวัฒน์รู้เห็นการประกอบอาชีพของโจทก์ เมื่อยังไม่ได้ฟังคำพยานย่อมไม่อาจทราบได้ว่านายสุวัฒน์เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรงหรือไม่ และพยานหลักฐานของโจทก์ที่จะนำสืบในประเด็นข้อนี้มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด ประกอบกับโจทก์ไม่มีพฤติการณ์ประวิงคดี การที่ศาลชั้นต้นด่วนสรุปว่านายสุวัฒน์ไม่รู้เห็นข้อเท็จจริงในเรื่องการประกอบอาชีพของโจทก์โดยตรงจึงให้งดสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว แล้วพิพากษาคดีไปโดยยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อมาว่า โจทก์มีคำขอท้ายอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาย้อนสำนวนจึงเกินไปกว่าคำฟ้องอุทธรณ์นั้น เห็นว่า อำนาจของศาลอุทธรณ์ในอันที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ซึ่งมีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3103/2551 นายดุสิต รวมวงศ์ โจทก์ นายซู่ เฉียนเพ็ง หรือสวี๋ เจี่ยเผิง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายดุสิต รวมวงศ์ · จำเลย - นายซู่ เฉียนเพ็ง หรือสวี๋ เจี่ยเผิง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อิศเรศ ชัยรัตน์ · สถิตย์ ทาวุฒิ · พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายชวลิต ชัยโชดก · ศาลอุทธรณ์ - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1661/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา