คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2551
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับประกันภัยมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้กระทำให้เกิดความเสียหายได้ โดยต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยจ่ายเงินให้แก่ผู้ประสบภัย.
ย่อคำพิพากษา
ท. เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ซึ่งมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 และ 25 เมื่อได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายได้โดยต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้ประสบภัย ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่งและวรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ฉบับที่ 3ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ดังนั้น การที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ ส. ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยไปจำนวน 15,000 บาท แล้วมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแม้แต่ผู้ประสบภัยเองก็ตาม หากปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวก็บัญญัติให้ผู้รับประกันภัยมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนค่าเสียหายเบื้องต้นที่ได้รับไปแล้วได้ การฟ้องคดีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์รับช่วงสิทธิของ ส. ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ทั้งไม่เข้าเหตุที่จะรับช่วงสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 เพราะ ส. มิใช่ผู้เอาประกันภัย การที่ ส. รู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่เมื่อใดจึงไม่เกี่ยวกับโจทก์ เมื่อโจทก์รู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2549 และฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2550 จึงเป็นการฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันดังกล่าว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.880 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ม.12 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ม.31 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม.7 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม.20 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม.25 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 15,843 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาท และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้วตามฟ้องจริง จำเลยเป็นผู้นำนางสาวสุจิตรา ส่งโรงพยาบาลแล้วเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางสาวสุจิตราจนเป็นที่พอใจแล้ว คดีนี้เป็นคดีละเมิด นางสาวสุจิตรามีสิทธิฟ้องจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิของนางสาวสุจิตรามาฟ้องจำเลย ย่อมไม่มีอำนาจเกินกว่าสิทธิที่นางสาวสุจิตรามีอยู่ จึงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุเช่นเดียวกัน ทั้งจำเลยมิใช่บริษัทประกันภัยที่โจทก์จะฟ้องไล่เบี้ยได้ภายในอายุความ 2 ปี โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 เมษายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 มีนาคม 2550) ต้องไม่เกิน 843 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 300 บาท
จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กมค 879 พระนครศรีอยุธยา ไว้จากนางสุนทราภา ซึ่งเอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2549 จำเลยขับรถไถนาด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย เป็นเหตุให้นางสาวสุจิตรา ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่นางสาวสุจิตราไปแล้ว 15,000 บาท จึงมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์รู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2549 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์สรุปความว่า นางสาวสุจิตรารู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่วันเกิดเหตุ โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิของนางสาวสุจิตรามาฟ้องจำเลยจึงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุเช่นเดียวกับนางสาวสุจิตรานั้น เห็นว่า นางสุนทราภาเอาประกันภัยรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 โดยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัตินี้บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย ซึ่งาหมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 และ 25 และเมื่อได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายได้ โดยต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้ประสบภัย ทั้งนี้ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ดังนั้น การที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่นางสาวสุจิตราซึ่งเป็นผู้ประสบภัยในจำนวน 15,000 บาท แล้วมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นสิทธิไล่เบี้ยที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ แม้แต่ผู้ประสบภัยเองก็ตาม หากปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวก็บัญญัติให้ผู้รับประกันภัยมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนค่าเสียหายเบื้องต้นที่ได้รับไปแล้วได้ การฟ้องคดีนี้จึงหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์รับช่วงสิทธิของนางสาวสุจิตราซึ่งเป็นผู้ประสบภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ทั้งไม่เข้าเหตุที่จะรับช่วงสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เพราะนางสาวสุจิตรามิใช่ผู้เอาประกันภัย การที่นางสาวสุจิตรารู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่เมื่อใดจึงไม่เกี่ยวกับโจทก์ เมื่อโจทก์รู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2549 และฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2550 จึงเป็นการฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยนั้น เป็นการอ้างอายุความตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 วรรคสอง เดิม ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ทั้งมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 300 บาท แทนโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2551
บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด โจทก์
นายธีระ ธีระวิทย์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด · จำเลย - นายธีระ ธีระวิทย์ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ