⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 617/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 617/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ถือเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเนื้อหาแห่งคดีแล้ว ผู้ร้องจะยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคำร้องซ้ำ

ย่อคำพิพากษา

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 นั้น ก็คือการฟ้องขอบังคับจำนองนั่นเอง เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นยกคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้องด้วยเหตุที่ผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบในวันนัดไต่สวนนั้น เท่ากับว่าผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้ออ้างในประเด็นแห่งคดีของผู้ร้อง อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีของผู้ร้องแล้ว หาใช่ว่าศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาพยานหลักฐานหรือวินิจฉัยเนื้อหาในคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองไม่ เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงจะมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองในคดีนี้ซึ่งมีประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคำร้องซ้ำ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.289

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 92179, 92227 แขวงบางขุนเทียน (บ้านประทุน) เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครและที่ดินโฉนดเลขที่ 123431 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 กับพวกต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 2 กับพวกชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 2 กับพวกไม่ชำระ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องแล้ว แต่ศาลยกคำร้องเพราะผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวน ผู้ร้องจะยื่นคำร้องนี้อีกไม่ได้ เป็นคำร้องซ้ำยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3739/2551 หมายเลขแดงที่ 2785/2542 โดยพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในคดีนี้กับพวกชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 92179, 92227 และ 123431 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งโจทก์ในคดีนี้ยึดไว้ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพิเคราะห์แล้วผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ครั้นวันที่ 26 มีนาคม 2545 ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องในทำนองเดียวกับคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544 อีก สำหรับที่ผู้ร้องฎีกาในทำนองว่า ทนายผู้ร้องมิได้จงใจไม่ไปศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องเคยยกประเด็นนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยการที่ผู้ร้องฎีกาอ้างเหตุดังกล่าวอีก โดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ฎีกาในข้อนี้ของผู้ร้องจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงประการเดียวว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องซ้ำกับคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 นั้น ก็คือการฟ้องขอบังคับจำนองนั่นเอง เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นยกคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้องด้วยเหตุที่ผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบในวันนัดไต่สวนนั้น เท่ากับว่าผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้ออ้างในประเด็นแห่งคดีของผู้ร้อง อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีของผู้ร้องแล้วหาใช่ว่าศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาพยานหลักฐานหรือวินิจฉัยเนื้อหาในคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองดังที่ผู้ร้องฎีกาไม่ เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงจะมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองในคดีนี้ซึ่งมีประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคำร้องซ้ำที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 617/2551 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นายประกอบ ประศาสน์กิจเจริญ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) · ผู้ร้อง - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายประกอบ ประศาสน์กิจเจริญ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · เรวัตร อิศราภรณ์ · วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 1781/2509ฎีกา 26/2524ฎีกา 5378/2544ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534ฎีกา 4832/2536ฎีกา 82/2512ฎีกา 226/2532ฎีกา 7631/2552ฎีกา 746/2533ฎีกา 89/2502ฎีกา 3655/2538ฎีกา 3070/2550ฎีกา 459/2546ฎีกา 7600/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ