⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6656/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้พิจารณาความรับผิดทางแพ่งของสัญญาซื้อขายที่กระทำโดยสุจริต แต่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อต่อสู้ความผิดฐานลักทรัพย์ในทางอาญาได้ หากการเอาทรัพย์ไปนั้นกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อไม่ชำระราคา

ย่อคำพิพากษา

หลักเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จำเลยกล่าวอ้างมานั้น เป็นหลักการพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดในทางแพ่งของสัญญาซื้อขายที่ได้มีการกระทำโดยสุจริต ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาความรับผิดในทางอาญาดังเช่นกรณีนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้ในร้านของผู้เสียหายเพื่อจำหน่ายแก่ผู้มาซื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเอาไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวิธีการนำไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลย โดยมีเจตนาที่จะไม่ชำระราคาทรัพย์สินนั้น จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.334 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.195 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.460

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 371 และริบอาวุธมีดของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 371 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก ไม่ปรับบทมาตรา 30) ริบอาวุธมีดของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานจับกุมตัวจำเลยได้ในร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่น ปากซอยจอมทอง 11/1 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร พร้อมยึดได้ทรัพย์ตามฟ้อง รวม 22 รายการ ราคารวม 1,015 บาท จากตัวจำเลย ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวเป็นของบริษัทซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด ผู้เสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนางสาววันเพ็ญและนางสาวสนิทเบิกความทำนองเดียวกันว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานของร้านที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2544 เวลาประมาณ 2.30 นาฬิกา ขณะพยานโจทก์ทั้งสองทำงานอยู่ในร้าน โดยยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์เก็บเงิน จำเลยเดินเข้ามาในร้านแล้วเข้าไปหยิบฮอทดอก โดนัท และหมากฝรั่ง แล้วนำสินค้าดังกล่าวมาชำระเงินที่เคาน์เตอร์ จากนั้นจำเลยเดินดูสินค้าอื่น ๆ ภายในร้านต่อพยานโจทก์ทั้งสองเห็นจำเลยหยิบยางลบใส่ลงในกระเป๋ากางเกงด้านข้าง แล้วยังเดินวนเวียนดูสินค้าภายในร้านต่อไป นางสาวสนิทจึงโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจบางมดทราบ ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่ร้าน พยานโจทก์ทั้งสองบอกเจ้าพนักงานตำรวจให้ทำการตรวจค้นจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจึงให้จำเลยหยิบสินค้าที่ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อ กางเกง และกระเป๋ากางเกงของจำเลยออกมา ปรากฏว่าจำเลยซุกซ่อนสินค้าไว้ทั้งหมดรวม 22 ชิ้น พร้อมหยิบมีดปลายแหลม 1 เล่ม ซึ่งเหน็บอยู่ที่ขอบกางเกงด้านหลังออกมาด้วย เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลย และโจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจตรีพิทักษ์เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลบางมด เบิกความสนับสนุนว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่า มีเหตุลักทรัพย์เกิดขึ้นที่ร้านขายสินค้าเซเว่นอีเลฟเว่น ปากซอยจอมทอง 11/1 พยานจึงเดินทางไปยังร้านดังกล่าว พบจำเลยยืนอยู่หน้าร้านมีพนักงานหญิงของร้าน 2 คน ยืนคุมอยู่พนักงานทั้งสองของร้านได้ชี้ตัวจำเลยแล้วบอกว่าจำเลยพกมีด พยานจึงให้จำเลยเข้าไปในร้านแล้วบอกให้พนักงานทั้งสองทำการตรวจค้น แต่พนักงานดังกล่าวไม่กล้าตรวจค้น พยานจึงบอกให้จำเลยหยิบสิ่งของที่อยู่ในตัวออกมาแสดง จำเลยจึงหยิบเอาทรัพย์ตามบัญชีของกลาง ออกมาพร้อมอาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ลักทรัพย์ผู้อื่นในเวลากลางคืนและพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การรับสารภาพ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยซุกซ่อนทรัพย์ซึ่งเป็นสินค้าของร้านผู้เสียหายไว้ในเสื้อ กางเกง และกระเป๋ากางเกงของจำเลย ซึ่งจำเลยนำสืบแก้อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยนั่งดื่มสุรากับเพื่อนอยู่ที่อาคารคอนโดมิเนียมของจำเลย ต่อมาช่วงเวลาเย็นได้พากันมาดื่มที่ร้านข้างนอกจนถึงเวลาเที่ยงคืนเศษ หลังจากนั้นจำเลยเข้าไปในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่เกิดเหตุเพื่อจะซื้อสินค้า ในการเลือกซื้อสินค้านั้นจำเลยไม่ใช้ตะกร้าของทางร้าน แต่เนื่องจากสินค้าที่เลือกซื้อมีจำนวนหลายรายการ จึงนำไปห่อไว้ในเสื้อขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาในร้านและจะทำการจับกุมนั้น จำเลยยืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์เก็บเงินเตรียมที่จะชำระเงิน ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยมีเงินติดตัว 10,000 บาทเศษ และมีเครื่องประดับอาทิเช่น สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนพลาย และแหวนทองคำ ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุม จำเลยมีอาการมึนเมาสุราอยู่ เห็นว่า การตรวจค้นได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางขายในร้านจำนวนถึง 22 รายการ ไม่ใช่อยู่ในวิสัยที่ผู้มาซื้อสินค้าจะนำไปห่อไว้ในเสื้อผ้าที่สวมใส่ ที่จำเลยอ้างว่าก่อนมาที่ร้านของผู้เสียหาย จำเลยดื่มสุรามามากจนมีอาการมึนเมาไม่รู้สำนึกและขาดสติก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ เพราะการหยิบทรัพย์สินที่วางขายจำนวนมากและหลากหลายชนิดไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลยย่อมไม่ใช่อากัปกิริยาของคนขาดสติ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยมีเงินติดตัวอยู่ประมาณ 10,000 บาท พร้อมที่จะชำระค่าสินค้านั้น เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ซุกซ่อนทรัพย์ซึ่งเป็นสินค้าที่วางขายไว้ในเสื้อผ้าในลักษณะกระจายหลายแห่งย่อมเป็นการปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเห็นทรัพย์ที่จำเลยเอาไปดังกล่าวและเป็นการกระทำที่ชี้ให้เห็นเจตนาว่าจำเลยประสงค์เอาทรัพย์ดังกล่าวไปโดยทุจริต และที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากผู้เสียหายนำสินค้าซึ่งเป็นร้านเซเว่นอีเลฟเว่นนำสินค้ามาวางเพื่อจำหน่ายตามชั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อจำเลยเลือกและหยิบสินค้าออกมาตามต้องการแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวย่อมโอนมาเป็นของจำเลยทันทีเพราะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง เห็นว่า หลักเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จำเลยกล่าวอ้างมานั้น เป็นหลักการพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดในทางแพ่งของสัญญาซื้อขายที่ได้มีการกระทำโดยสุจริต ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาความรับผิดในทางอาญาดังเช่นกรณีนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้ในร้านของผู้เสียหายเพื่อจำหน่ายแก่ผู้มาซื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเอาไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวิธีการนำไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลยโดยมีเจตนาที่จะไม่ชำระราคาทรัพย์สินนั้น จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2551 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวกัญตนาหรือกันตนา แซ่ลิ้ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นางสาวกัญตนาหรือกันตนา แซ่ลิ้ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พรเพชร วิชิตชลชัย · สุธี เทพสิทธา · ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 709/2482ฎีกา 5616/2550ฎีกา 1814/2493ฎีกา 1147/2546ฎีกา 753/2481ฎีกา 3774/2532ฎีกา 79/2472ฎีกา 770/2486ฎีกา 2046/2531ฎีกา 1093/2507ฎีกา 122/2521ฎีกา 3650/2527ฎีกา 5869/2549ฎีกา 1567/2535ฎีกา 8177/2543ฎีกา 273/2507ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1311/2540ฎีกา 3245/2545ฎีกา 18654/2555ฎีกา 82/2501ฎีกา 337/2535ฎีกา 3121/2552ฎีกา 14258/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ