⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8381/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8381/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากโจทก์ทราบคำสั่งให้มาศาลในคดีไม่มีข้อยุ่งยากแล้วไม่มาในวันนัดพิจารณา โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป และศาลมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้.

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่ มาตรา 190 จัตวา มาใช้บังคับโดยมาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นให้อำนาจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี หากปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณา โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าการดำเนินคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หากโจทก์ทราบนัดแล้วไม่ได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.193 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.196

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 394,956.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 358,327.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเบี้ยประกันภัยครั้งละ 650.56 บาท สามปีต่อครั้ง นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ในวันนัดให้การพร้อมสืบพยานโจทก์และจำเลย ไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งว่า โจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ไม่มาในวันนัดพิจารณาถือเป็นเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและให้พิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่โดยนัดพิจารณาในวันที่ 14 ธันวาคม 2548 เวลา 9 นาฬิกา เพื่อทำการไกล่เกลี่ย ให้จำเลยทั้งสองให้การและสืบพยานโจทก์ในวันเดียวกัน ถึงวันนัดไม่มีคู่ความฝ่ายใดมาศาล เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่มาตรา 190 จัตวา มาใช้บังคับ โดยมาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ให้อำนาจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี หากปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าการดำเนินคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หากโจทก์ทราบนัดแล้วไม่ได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคห้า จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาในทุนทรัพย์ 394,956.38 บาท จึงเสียเกินมา เห็นสมควรคืนส่วนที่เกินแก่โจทก์" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาทแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8381/2551 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นางศรีวรรณ รุ่งเรืองหรือโตสงคราม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ · จำเลย - นางศรีวรรณ รุ่งเรืองหรือโตสงคราม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5098/2550ฎีกา 6880/2538ฎีกา 623/2506ฎีกา 610/2545ฎีกา 3370/2541ฎีกา 8910/2543ฎีกา 467/2486ฎีกา 8329/2559ฎีกา 682/2553ฎีกา 255/2513ฎีกา 3123/2545ฎีกา 5204/2547ฎีกา 4156/2543ฎีกา 7877/2546ฎีกา 4829/2553ฎีกา 13138/2557ฎีกา 6541/2547ฎีกา 8167/2551ฎีกา 917/2539ฎีกา 10260/2556ฎีกา 15018/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ