⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 220/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2552

ป.วิ.อาญา ม.216

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฎีกาต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร.

ย่อคำพิพากษา

ฎีกาของจำเลยเพียงแต่โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรและจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาอุทธรณ์เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ซอง น้ำหนัก 0.530 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.518 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย. 958/2550 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอสั่งในวันนัดพร้อม สำเนาให้จำเลย" แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสำเนาให้จำเลย ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2550 จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ก่อนพิพากษาคดี เป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง หากจำเลยทราบแล้ว จำเลยก็คงจะไม่รับสารภาพ เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีทั้งโจทก์ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยถูกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.958/2550 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบว่าจำเลยถูกฟ้องในคดีดังกล่าวในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงไม่สมเหตุผล นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเพียงแต่โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรและจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2552 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสลักเพชร เทียบเพ็ชร์หรือเทียมเพ็ชร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายสลักเพชร เทียบเพ็ชร์หรือเทียมเพ็ชร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิรัช ชินวินิจกุล · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2152/2527ฎีกา 2546/2527ฎีกา 6538/2562ฎีกา 5699/2562ฎีกา 4681-4682/2528ฎีกา 3699-3739/2541ฎีกา 5259/2546ฎีกา 917/2564ฎีกา 1228/2510ฎีกา 501/2494ฎีกา 13/2531ฎีกา 8125/2541ฎีกา 453/2497ฎีกา 201/2491ฎีกา 272/2545ฎีกา 124/2502ฎีกา 5826/2558ฎีกา 4157/2530ฎีกา 2969/2556ฎีกา 237/2536ฎีกา 4526/2546ฎีกา 8459/2568ฎีกา 396/2538ฎีกา 3725/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา