⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3899/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3899/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หลักกฎหมายที่วางไว้คือ: * การยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีใด ให้ใช้ค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักในการคำนวณภาษีสำหรับปีนั้น * การที่พนักงานเจ้าหน้าที่มิได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้รับประเมินทราบก่อนเข้าตรวจตราทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 23 ไม่ทำให้การประเมินภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 18 และ 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วนับเป็นหลักในการคำนวณภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา เมื่อโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินซึ่งพิมพ์ข้อความว่าประจำปีภาษี 2546 โดยโจทก์ผู้รับประเมินแจ้งรายการทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2545 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 สำหรับทรัพย์สินที่ใช้ในปี 2545 นั้น จึงชอบแล้ว พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 23 บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจตราทรัพย์สินได้ด้วยตนเองต่อหน้าผู้รับประเมิน ผู้เช่าหรือผู้ครองหรือผู้แทน... ในการนี้ผู้รับประเมิน ผู้เช่า หรือผู้ครองจะต้องได้รับแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบไม่ต่ำกว่าสี่สิบแปดชั่วโมงก่อนตรวจนั้น มิใช่บทบัญญัติบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามทุกกรณีไป เพียงแต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่ประสงค์ที่จะได้รับความสะดวกตามสมควรในการตรวจตราก็ควรจะแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประเมินทราบก่อนทำการตรวจ ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว จึงไม่ถึงกับทำให้การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจและตัดสินใจที่จะชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่นั้นด้วยตนเองโดยไม่จำต้องชี้ขาดตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่ทำหน้าที่ช่วยกลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นอันเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจะต้องแสดงเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงกรณีอันเป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ต้องแสดงเหตุผลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 วรรคสาม (1) ถึง (4) ประกอบด้วยกรณีที่ว่าเหตุผล (ที่ต้องแสดง) นั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก การที่เหตุผลนั้นจะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วหรือไม่ย่อมเป็นปัญหาข้อเท็จจริง กรณีนี้โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม.29 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.6 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.8 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.18 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.19 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.23 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.25 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.26 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.27 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.28 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.29 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.30 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม.37

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 และคำชี้ขาดของคณะกรรมการการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ตามรายงานการประชุมวันที่ 11 เมษายน 2546 กับให้คืนภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 602,871.45 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 (โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2546 ระบุรายการทรัพย์สินว่า ห้องอาหารสิชล ค่าเช่าหรือประโยชน์อย่างอื่นที่อาจคิดเป็นตัวเงินได้เดือนละ 1,000 บาท รวม 12 เดือน เป็นค่ารายปี 12,000 บาท ห้องซูพีเรียจำนวน 28 ห้อง เปิดทำการขายจำนวน 10 ห้อง ห้องละ 300 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 144,000 บาท ห้องเดอร์ลุกซ์ จำนวน 177 ห้อง เปิดทำการขายจำนวน 80 ห้อง ห้องละ 458 บาท โดย 1 เดือนคิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 1,758,720 บาท บ้านริมธารจำนวน 22 หลัง เปิดทำการขายจำนวน 12 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 497,088 บาท บ้านชลธารจำนวน 3 หลัง เปิดทำการขายจำนวน 3 หลัง คิดค่าเช่าวันละ 613 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 88,272 บาท บ้านสีดาทาวน์เฮาส์จำนวน 17 หลัง เปิดทำการขายจำนวน 12 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 497,088 บาท ส่วนห้องแกรนด์บอลรูมยังไม่เปิดบริการ บ้านบังกะโล วี.ไอ.พี. มีไว้สำหรับรับรองลูกค้าของโจทก์ บ้านชิดธารไม่ได้เปิดขายเพราะชำรุด บ้านเชิงดอยปิดซ่อมแซม และไม่มีรายได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีใบแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีที่พึงชำระสำหรับทรัพย์สินของโจทก์เป็นค่าภาษี 919,086 บาท โดยประเมินห้องซูพีเรียจำนวน 28 ห้อง ห้องละ 300 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 50,000 บาท ห้องเดอร์ลุกซ์ มีจำนวน 177 ห้อง ห้องละ 458 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 486,396 บาท บ้านริมธารจำนวน 22 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 113,926 บาท บ้านชลธารจำนวน 3 หลัง หลังละ 613 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 11,034 บาท บ้านสีดาทาวน์เฮาส์จำนวน 17 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 88,026 บาท บ้านบังกะโล วี.ไอ.พี. จำนวน 5 หลัง หลังละ 3,000 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 90,000 บาท บ้านชิดธารจำนวน 7 หลัง หลังละ 863 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 36,246 บาท บ้านเชิงดอยจำนวน 6 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 31,068 บาท และห้องอาหารสิชลห้องละ 2,000 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 12,000 บาท รวมเป็นค่าภาษี 919,086 บาท โดยไม่ได้ประเมินห้องคาราโอเกะ อาคารสนุกเกอร์ สีดาสปอร์ตคลับ อาคารธาราวลัย 1 (ห้องประชุม) อาคารราชาวดี 1 (ห้องประชุม) อาคารห้องประชุม 3 ห้อง และห้องแกรนด์บอลรูม 1 ห้อง โจทก์ขอให้พิจารณาและทบทวนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ จำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2545 (ที่ถูก 2546) แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ให้โจทก์ทราบว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินถูกต้องแล้ว ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์นำค่าภาษีและเงินเพิ่มไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครนายกเพื่อชำระแก่จำเลยที่ 1 แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยทั้งห้าได้ให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ในประเด็นเรื่องการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 (ที่ถูก 2546) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา เมื่อได้ความว่าวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ซึ่งพิมพ์ข้อความว่าประจำปีภาษี 2546 โดยโจทก์ผู้รับประเมินแจ้งรายการทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2545 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระ จำเลยที่ 1 มีใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 ให้โจทก์ชำระค่าภาษี 919,086 บาท ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 สำหรับทรัพย์สินที่ใช้ในปี 2545 นั้น จึงชอบแล้ว มิใช่เป็นการแจ้งรายการประเมินภาษีปี 2545 ดังที่โจทก์เข้าใจ การที่จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธถึงภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 มิได้นอกเหนือคำฟ้องของโจทก์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องและวินิจฉัยประเด็นผิดพลาดนั้น เมื่อปรากฏว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ถูกต้องแล้ว มิได้วินิจฉัยประเด็นผิดพลาดแต่ประการใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 ของจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 บัญญัติว่า "ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา" สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ความหมายว่า คือจำนวนเงิน ซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่งๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปีแต่ถ้าเป็นกรณีทีมีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพยสินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์แสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในปีภาษี 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีของห้องพักและบ้านพักตามอัตราค่าเช่าที่โจทก์ระบุในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2546 ซึ่งเท่ากับค่ารายปีของห้องพักและบ้านพักตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2545 อันเป็นปีภาษีที่ล่วงมาแล้วจึงถือว่า จำเลยที่ 1 นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีที่จะต้องเสียในปีต่อมาแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นำห้องพักและบ้านที่โจทก์ปิดเพื่อปรับปรุง ซ่อมแซมและไม่ได้เปิดบริการแก่ลูกค้ามารวมคำนวณหาค่ารายปี ทำให้ค่ารายปีของปีภาษี 2546 สูงกว่าปีภาษี 2545 นั้น โจทก์มีนายอารักษ์ นายประพันธ์ นายดี และนายอนันต์ ซึ่งล้วนเป็นพนักงานและลูกจ้างของโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่าโจทก์ปิดปรับปรุงซ่อมแซมห้องพักและบ้านพักโดยไม่มีเอกสารหรือหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าได้มีการก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมห้องพักและบ้านพักดังกล่าว อีกทั้งยังขัดแย้งกับใบเสนอราคาค่าเช่าห้องพักและบ้านพักของโรงแรมโจทก์ที่นายอารักษ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านรับว่า เป็นใบเสนอราคาค่าเช่าห้องพักและบ้านพักที่โจทก์จัดทำขึ้นในปี 2546 มีราคาเดียวกับปี 2544 และปี 2545 ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุรายการจำนวนห้องพักและบ้านพักสอดคล้องกับคำของจำเลยที่ 2 และที่ 5 พยานจำเลยทั้งห้าที่เบิกความว่า ในช่วงปี 2545 พยานทั้งสองร่วมกับนายเผชิญ หัวหน้าส่วนโยธาของจำเลยที่ 1 สำรวจห้องพักและบ้านพักของโจทก์เดือนละ 2 ถึง 3 ครั้ง พบว่าห้องซูพีเรียมีจำนวน 28 ห้อง ห้องเดอร์ลุกซ์มีจำนวน 177 ห้อง บ้านริมธารมีจำนวน 22 หลัง บ้านสีดาทาวน์เฮาส์มีจำนวน 17 หลัง บ้านชิดธารกับบ้านเชิงดอยรวมจำนวน 13 หลัง และบ้านบังกะโล วี.ไอ.พี. จำนวน 5 หลัง มีสภาพที่สามารถให้บริการลูกค้าได้และโจทก์ยังเปิดใช้บริการ ไม่พบหลักฐานอันแสดงหรือบ่งชี้ว่ามีการปิดซ่อมหรือไม่เปิดให้เช่าดังที่โจทก์อ้าง ประกอบกับในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2545 ของโจทก์ โจทก์แจ้งรายการระบุบ้านบังกะโล วี.ไอ.พ. จำนวน 5 หลัง ไว้สำหรับรับรองแขกของโจทก์ย่อมสนับสนุนให้คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 5 มีน้ำหนักยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้ามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงน่าเชื่อว่า ห้องพักและบ้านพักของโรงแรมโจทก์ที่เปิดให้บริการในปีภาษี 2546 มีจำนวนตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินดังที่จำเลยทั้งห้านำสืบ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์โดยใช้อัตราค่าเช่าห้องพักและบ้านพักที่โจทกแจ้งไว้ในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2546 ทุกรายการ ส่วนบ้านบังกะโล วี.ไอ.พี. จำนวน 5 หลัง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่าเช่าหลังละ 3,000 บาทต่อวัน โดยพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง ซึ่งสะดวกสบายที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับห้องพักและบ้านพักอื่นของโจทก์ บ้านชิดธารและบ้านเชิงดอย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่าเช่าไว้หลังละ 863 บาทต่อวัน โดยเปรียบเทียบกับบ้านริมธาร ซึ่งราคาที่ประเมินดังกล่าวล้วนต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของค่าเช่าบ้านต่างๆ ที่โจทก์แสดงรายการไว้ในใบเสนอราคาค่าเช่าห้องพักและบ้านพักโจทก์ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ก็ประเมินค่าเช่าเพียงปีละ 48 วัน หรือ 1 เดือน คิดเพียง 4 วัน อีกทั้งไม่ได้ประเมินทรัพย์สินอื่นในโรงแรมของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นห้องคาราโอเกะ ห้องออกกำลังกาย ห้องซาวน่า สระว่ายน้ำ อาคารสนุกเกอร์ อาคารห้องประชุมสำหรับจัดอบรมสัมมนาและจัดเลี้ยงรวมทั้งพื้นที่ที่ดินต่อเนื่องอีก 200 ไร่ นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามมาตรา 24 (ที่ถูก มาตรา 23) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น เห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการประเมิน มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจตราทรัพย์สินได้ด้วยตนเองต่อหน้าผู้รับประเมิน ผู้เช่าหรือผู้ครอบครองหรือผู้แทน...และเมื่อผู้รับประเมิน ผู้เช่าหรือผู้ครองได้รับคำขอร้องแล้วก็จะต้องให้ความสะดวกตามสมควรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจตรานั้น ในการนี้ผู้รับประเมิน ผู้เช่า หรือผู้ครอง จะต้องได้รับแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบไม่ต่ำกว่าสี่สิบแปดชั่วโมงก่อนตรวจนั้น มิใช่บทบัญญัติบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามทุกกรณีไป เพียงแต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่ประสงค์ที่จะได้รับความสะดวกตามสมควรในการตรวจตรา ก็ควรจะแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประเมินทราบก่อนทำการตรวจ ดังนั้นจึงไม่ถึงกับทำให้การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผลการสอบข้อเท็จจริงที่โจทก์ร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกสรุปว่า กระบวนการประเมินค่ารายปีโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และการชี้ขาดคำร้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่น่าจะถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลนั้น ในชั้นพิจารณาของศาล พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 การพิจารณาชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบ เพราะมิได้นำเทียบเคียงกับวังรีรีสอร์ทและโรงแรมรอแยลฮีลนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำสืบถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์เทียบเคียงกับทรัพย์สินของโจทก์ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับโรงแรมของโจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในวันที่ 11 เมษายน 2546 คำชี้ขาดจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งที่ 6/2546 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาประเมินค่ารายปีและคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ประจำปี 2546 ลงวันที่ 2 มกราคม 2546 ข้อ 2 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งเกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และพิจารณาความเห็นอื่นๆ ตามที่ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งมอบหมายอันเกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งเป็นผู้มีอำนาจแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 ถึงมาตรา 30 แสดงว่าการเข้าร่วมประชุมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้นเป็นการที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นไปด้วยความเรียบร้อยความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นการช่วยกลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นอันเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายไม่มีผลบังคับผูกพันประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งให้ต้องถือตาม และกฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดองค์ประกอบหรือองค์ประชุมของคณะกรรมการดังกล่าวไว้ แม้จำเลยที่ 4 จะเบิกความว่า มิได้เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าว แต่จำเลยที่ 4 ก็เบิกความรับว่า ได้ลงลายมือชื่อเป็นกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และรับรองรายงานการประชุม โดยมิได้โต้แย้ง จึงไม่ถึงกับทำให้ความเห็นของคณะกรรมการตามรายงานการประชุมฉบับดังกล่าวเสียไป อีกทั้งจำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งมีอำนาจหน้าที่จะใช้ดุลพินิจและตัดสินใจที่จะชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่นั้นด้วยตนเองโดยไม่จำต้องชี้ขาดตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องชุดดังกล่าว คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ยื่นคำแถลงการณ์เป็นหนังสือลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรว่า หนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ใช้บังคับแก่โจทก์มิได้ และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้นั้น เห็นว่า กรณีคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจะต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงกรณีอันเป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ต้องแสดงเหตุผลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 วรรคสาม (1) ถึง (8) ประกอบด้วย โดยเฉพาะคดีนี้เมื่อพิจารณาถึงกรณีตาม (2) ที่ว่า เหตุผล (ที่ต้องแสดง) นั้นเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก เห็นได้ว่า การที่เหตุผลนั้นจะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วหรือไม่ย่อมเป็นปัญหาในข้อเท็จจริงและกรณีนี้โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่วินิจฉัยให้" พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนจำเลยทั้งห้า คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาจำนวน 19,255 บาท แก่โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3899/2552 บริษัทปริทัศน์อุทยานนางรอง จำกัด โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้ง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทปริทัศน์อุทยานนางรอง จำกัด · จำเลย - องค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้ง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาลี ทัพภวิมล · องอาจ โรจนสุพจน์ · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 4590/2553ฎีกา 3136/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 8119/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ