⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4108/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีสิทธิได้รับมรดกและอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ย่อมมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิของบุคคลภายนอกที่ได้จดทะเบียนไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่าการจดทะเบียนนั้นไม่มีค่าตอบแทนหรือกระทำไปโดยไม่สุจริต

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยที่ 1 จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทกับผู้ร้องด้วย โจทก์ผู้มีสิทธิได้รับมรดกและอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนย่อมมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้ร้องได้ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่า การจดทะเบียนจำนองไม่มีค่าตอบแทนหรือกระทำไปโดยไม่สุจริต ศาลย่อมมีคำพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาจำนองดังกล่าวจึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทในส่วนที่เป็นของโจทก์ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.289 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1300

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1207 และเลขที่ 1165 ตำบลคลองไทร อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เฉพาะส่วนแล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งปันที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเป็นจำนวนคนละ 1 ใน 30 ส่วน สำหรับวิธีการแบ่งให้ตกลงกันเอง หากไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้ขายโดยประมูลกันเอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1207 เลขที่ดิน 35 เล่ม 13 หน้า 7 ตำบลคลองไทร อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 1207 เลขที่ดิน 35 เล่ม 13 หน้า 7 ตำบลคลองไทร อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3393/2544 คดีหมายเลขแดงที่ 2687/2545 ของศาลจังหวัดสงขลา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวโดยวิธีปลอดจำนอง และนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้คนอื่น หากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดหรือสละสิทธิในการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ต่อไป โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องรับจำนองไว้จากจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 รับโอนมาจากจำเลยที่ 1 ในคดีนี้โดยมิชอบ ทั้งจำเลยที่ได้นำเอาที่ดินส่วนที่เป็นของบิดาโจทก์ไปยกให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีสิทธิ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นของบิดาโจทก์และโจทก์ทั้งสาม การจำนองไม่มีผลผูกพันที่ดินในส่วนที่เป็นของโจทก์ร่วมทั้งสาม ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินแปลงพิพาทได้แล้ว ให้ศาลกันเงินในส่วนที่เป็นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามที่จะได้รับตามคำพิพากษาออกให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามก่อน ส่วนที่เหลือจึงให้ผู้ร้องรับไปก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นพิพากษา สั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 1207 ตำบลคลองไทร อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างก่อนเจ้าหนี้อื่นและหากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดหรือสละสิทธิในการบังคับคดีก็ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองส่วนที่เป็นของโจกท์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทกับผู้ร้องด้วย โจทก์ผู้มีสิทธิได้รับมรดกและอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนย่อมมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้ร้องได้ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่า การจดทะเบียนจำนองไม่มีค่าตอบแทนหรือกระทำไปโดยไม่สุจริต ศาลย่อมมีคำพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาจำนองดังกล่าวจึงมีผลผูกพันตามกำหมาย ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทในส่วนที่เป็นของโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห้นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2552 นางนพวรรณ เพชรทอง โจทก์ นายไพรัตน์ เพชรทอง กับพวก โจทก์ร่วม กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 ผู้ร้อง นางสาวบุญเจือ เพชรทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางนพวรรณ เพชรทอง · โจทก์ร่วม - นายไพรัตน์ เพชรทอง กับพวก · ผู้ร้อง - กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 · จำเลย - นางสาวบุญเจือ เพชรทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญรอด ตันประเสริฐ · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1950/2518ฎีกา 3766/2545ฎีกา 1781/2509ฎีกา 8396/2538ฎีกา 1767/2527ฎีกา 5378/2544ฎีกา 4101/2539ฎีกา 558/2553ฎีกา 7569/2549ฎีกา 181/2512ฎีกา 2416/2566ฎีกา 971/2535ฎีกา 112/2488ฎีกา 18606/2556ฎีกา 180/2502ฎีกา 5088/2554ฎีกา 32/2491ฎีกา 7927/2538ฎีกา 1145/2495ฎีกา 198/2552ฎีกา 230/2501ฎีกา 15964/2553ฎีกา 8058/2553ฎีกา 2636/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ