⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 83/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ฟ้องโจทก์ที่บรรยายถึงวันเวลาสถานที่เกิดเหตุ มูลเหตุจูงใจ และมีพยานหลักฐานบ่งชี้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด แม้ไม่มีรายละเอียดการกระทำผิดโดยชัดแจ้ง ก็ถือว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากจำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้ดีพอ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งมูลเหตุจูงใจที่ทำให้จำเลยทั้งสองกระทำความผิด โดยได้ระบุด้วยว่ามีผู้เห็นเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าขณะที่เกิดเหตุการฆ่ามีจำเลยทั้งสองเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ คนร้ายไม่มีทางที่จะเป็นผู้อื่น แม้ไม่มีรายละเอียดโดยชัดแจ้งเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองว่าร่วมยิงอย่างไร ใครเป็นผู้ยิง และผู้ตายถูกยิงที่ส่วนใดของร่างกาย ด้วยอาวุธปืนชนิดใดทั้งไม่มีข้อยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยิงผู้ตายก็เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ที่ประสงค์แต่เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็พอแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันในชั้นสืบพยาน เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์โดยตลอด จำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนยิงและไตร่ตรองไว้ก่อน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของดาบตำรวจอนุสรณ์ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าดาบตำรวจอนุสรณ์ ผู้ตาย โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบ 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4) ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า "ข้อ 1 โจทก์เป็นภริยาของดาบตำรวจอนุสรณ์ ซึ่งขณะมีชีวิตอยู่รับราชการตำรวจประจำสถานีตำรวจตำบลเขื่อน อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ข้อ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 เวลาใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา กล่าวคือเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2543 เวลาประมาณ 22.40 น. จำเลยทั้งสองหลอกลวงด้วยการวางแผนให้ดาบตำรวจอนุสรณ์ ตายใจว่าไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นโดยการชวนไปรับประทานอาหารว่างร่วมกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในอำเภอเชียงยืนสั่งอาหารเครื่องดื่มประเภทแอลกฮอล์มานั่งดื่มกินกันจนได้เวลาประมาณ 01.00 น. เศษของวันที่ 20 มกราคม 2543 จำเลยทั้งสองได้ชวนดาบตำรวจอนุสรณ์ ออกไปจากร้านเพื่อไปเที่ยวกันต่อที่อื่น เมื่อขึ้นรถยนต์ออกจากร้านอาหารไปโดยมีผู้เห็นเหตุการณ์ว่า ผู้ตายได้นั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 และมีรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับขี่ตามไปด้วย โดยมุ่งหน้าไปทางจังหวัดขอนแก่น จนเมื่อเวลาประมาณ 2 นาฬิกามีผู้ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 5 นัด จากรถคันที่จำเลยที่ 1 กับดาบตำรวจผู้ตายนั่งไปด้วยดังกล่าวนั้น เกิดที่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอก มีผู้เห็นรถยนต์คันที่ผู้ตายนั่งมาขับออกไป และในเวลาเดียวกันมีผู้พบศพของดาบตำรวจอนุสรณ์ นอนตายอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอกนั่นเอง ข้อ 3. การที่ดาบตำรวจอนุสรณ์ ถูกยิงตาย เป็นการวางแผนเตรียมการล่วงหน้า เพราะก่อนหน้าเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองมีความไม่พอใจที่ผู้ตายเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตนเองมาชักชวนไปรับประทานอาหารด้วยกันเป็นการทำให้ผู้ตายหลงเชื่อว่า ผู้บังคับบัญชาไม่ได้เอาเรื่องกับตนแล้ว จึงยอมไปไหนด้วยความไว้วางใจฉะนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าดาบตำรวจอนุสรณ์ จึงเป็นการฆ่าโดยไต่ตรองไว้ก่อน และทำให้ผู้ตาย ตายสมตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงโจทก์จะกราบเรียนเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณา เหตุแห่งคดีตามฟ้อง ข้อ 2 และข้อ 3 เกิดที่ริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอก ตำบลหนองบัง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม..." เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี (1)....(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" บทบัญญัติดังกล่าวกล่าวแต่เพียงว่าฟ้องของโจทก์ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้นส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากันในชั้นสืบพยาน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) โดยบรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุไว้ในฟ้องข้อ 2 และข้อ 3 และบรรยายถึงมูลเหตุจูงใจที่ทำให้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่า มีสาเหตุมาจากผู้ตายทะเลาะวิวาทกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงได้ร่วมกันวางแผนชักชวนผู้ตายรับประทานอาหาร จากนั้นได้ชวนผู้ตายออกจากร้านอาหารเพื่อไปเที่ยวที่อื่น โดยในคำฟ้องได้ระบุด้วยว่ามีผู้เห็นเหตุการณ์ว่าผู้ตายนั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ตามไปด้วย โดยมุ่งหน้าไปทางจังหวัดขอนแก่น และในขณะเกิดเหตุมีผู้ได้ยินเสียงปืนประมาณ 5 นัด มาจากรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับซึ่งผู้ตายนั่งมาในรถยนต์คันดังกล่าวและเห็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับออกไปจากบริเวณที่มีเสียงปืนและพบศพของผู้ตาย ณ บริเวณนั้นคือบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอก ตำบลหนองบัง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม คำฟ้องดังกล่าวได้บรรยายพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าขณะที่เกิดเหตุการณ์ฆ่ามีจำเลยทั้งสองเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ คนร้ายไม่มีทางที่จะเป็นผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดโดยชัดแจ้งเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองว่าร่วมยิงอย่างไร ใครเป็นผู้ยิง และผู้ตายถูกยิงที่ส่วนใดของร่างกาย ด้วยอาวุธปืนชนิดใด ทั้งไม่มีข้อยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยิงผู้ตายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย มิฉะนั้นคดีที่ไม่มีประจักษ์พยานคงมีแต่พยานแวดล้อมที่บ่งชี้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย ก็ไม่อาจนำคดีดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยรับผิดได้ เพราะไม่มีพยานรู้เห็นลักษณะหรือท่าทีการยิงหรือวิธีการฆ่าของคนร้ายได้ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประสงค์แต่เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาดีก็พอแล้ว เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์โดยตลอด จำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนยิงและไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2552 นางเบญจวรรณ เตชะเสน โจทก์ พันตำรวจตรีสมเกียรติ คำนอก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเบญจวรรณ เตชะเสน · จำเลย - พันตำรวจตรีสมเกียรติ คำนอก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ฐานันท์ วรรณโกวิท · อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492ฎีกา 3577/2551ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ