⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9452/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9452/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับ วางเงินหรือหาประกันต่อศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้วางเงินประกันตามบทกฎหมายดังกล่าวเป็นที่สุด

ย่อคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับ โดยอาศัยสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า แม้ในเบื้องต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยไปก่อน โดยไม่มีการสั่งให้จำเลยวางเงินเพื่อประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นได้เกษียณสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยให้วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องจากคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี อันเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายข้างต้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนนั้นย่อมเป็นที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 2,901,125.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้ 1,595,795.12 บาท และต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย 35,560.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน หากผิดนัดจำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 40368 ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งในวันที่ 15 สิงหาคม 2547 โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 1,020,000 บาท แล้วโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2548 ผู้ร้องซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากโจทก์ หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 มีใจความว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและระงับการออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลและคำบังคับของศาลชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่21 พฤศจิกายน 2548 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับอันถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องคำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า แม้ในเบื้องต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยไปก่อนโดยไม่มีการสั่งให้จำเลยวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นได้เกษียณสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยให้วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน จำนวน 50,000 บาท ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี อันเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจในบทมาตราดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนนั้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยในการที่จะฎีกาต่อมาอีก พิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9452/2552 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายบรรดล ขำพรมราช ผู้ร้อง นางวรรณวิมลหรือพรพิมล ชุ่มเมืองปัก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) · ผู้ร้อง - นายบรรดล ขำพรมราช · จำเลย - นางวรรณวิมลหรือพรพิมล ชุ่มเมืองปัก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2962/2529ฎีกา 835/2549ฎีกา 5907/2537ฎีกา 950/2540ฎีกา 7521/2537ฎีกา 5004/2540ฎีกา 2566/2535ฎีกา 5739/2534ฎีกา 73/2527ฎีกา 5874/2550ฎีกา 3793/2535ฎีกา 4922/2537ฎีกา 2746/2534ฎีกา 6157/2544ฎีกา 3231/2550ฎีกา 5968/2534ฎีกา 1155/2537ฎีกา 9660/2544ฎีกา 4989/2533ฎีกา 9037/2544ฎีกา 1765/2567ฎีกา 3213/2528ฎีกา 6956/2552ฎีกา 4913/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ