⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12239-12405/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12239-12405/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนบริษัทในการจ้างงาน ถือเป็นการกระทำของบริษัท และบริษัทในฐานะตัวการต้องผูกพันตามการกระทำนั้น การที่นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทอื่น หากลูกจ้างไม่ไปทำงานกับบริษัทใหม่ ถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างแล้ว

ย่อคำพิพากษา

จำเลยรับว่ามอบให้ ธ. ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทจำเลยที่จังหวัดสงขลาเป็นตัวแทนของจำเลยในการประชุมแจ้งเรื่องให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดไปทำงานที่บริษัท ซ. ธ. จึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย จึงเป็นตัวแทนและนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และจำเลยซึ่งเป็นตัวการจะต้องผูกพันต่อลูกจ้างและโจทก์ทั้งหมดในการกระทำของ ธ. ที่ได้กระทำไปภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 ดังนั้น การที่ ธ. แจ้งต่อที่ประชุมว่าขอให้ลูกจ้างทั้งหมดไปทำงานที่บริษัท ซ. หากไม่ไปจะไม่จ่ายค่าจ้าง แม้การทำงานของโจทก์ทั้งหมดในบริษัทใหม่จะเป็นการทำงานเช่นเดิม แต่โจทก์ทั้งหมดไม่ยอมทำตามจะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ทั้งหมดไม่ได้ เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งหมดที่จะไปทำงานกับบริษัทใหม่หรือไม่ก็ได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดแล้วตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.820 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวน ศาลแรงงานภาค 9 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 167ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่ละคน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย นางสาวธิติมาเป็นตัวแทนของจำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 167 ได้หรือไม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้ให้คำนิยามว่า นายจ้างหมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลด้วย เมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคล นางสาวธิติมาเป็นผู้จัดการบริษัทจำเลยที่จังหวัดสงขลา และจำเลยรับว่า มอบให้นางสาวธิติมาเป็นตัวแทนของจำเลยในการประชุมแจ้งเรื่องให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดไปทำงานที่บริษัทซีเวลท์โฟรเซ่นท์ ฟู้ด จำกัด นางสาวธิติมาจึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยจึงเป็นตัวแทนและเป็นนายจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 บัญญัติว่า "ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทน หรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน" ซึ่งมีความหมายว่า กิจการใดอันตัวแทนได้กระทำไปในขอบอำนาจของตัวแทน เป็นการกระทำของตัวการ จำเลยผู้เป็นตัวการจึงต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกคือลูกจ้างและโจทก์ทั้งหมดในการกระทำของนางสาวธิติมาที่ได้กระทำไปภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลย ดังนั้น การที่นางสาวธิติมาแจ้งต่อที่ประชุมตามที่ศาลแรงงานภาค 9 ฟังมาว่า ขอให้ลูกจ้างทั้งหมดไปทำงานที่บริษัทซีเวลท์ โฟรเซ่น ฟู้ด จำกัด แต่ลูกจ้างทั้งหมดไม่ยอมไปนางสาวธิติมาบอกว่า ทางจำเลยไม่มีเงินจ่าย หากพนักงานไม่ไปตัวนางสาวธิติมาเองก็ไม่มีเงินจ่ายเหมือนกัน ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง เพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" จากบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง การที่นายจ้างกระทำการใด ๆ ต่อลูกจ้างที่เป็นการแสดงว่านายจ้างมีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง และหมายรวมถึงกรณีที่นายจ้างไม่มีงานให้ลูกจ้างทำหรือไม่อาจประกอบกิจการต่อไปได้ ถือเป็นการเลิกจ้าง ดังนั้น การที่นางสาวธิติมาซึ่งเป็นตัวแทนนายจ้างแจ้งต่อลูกจ้างและโจทก์ทั้งหมดว่าให้ทุกคนไปทำงานที่บริษัทซีเวลท์ โฟร์เซ่น ฟู้ด จำกัด หากไม่ไปจะไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้ แม้การทำงานของโจทก์ทั้งหมดในบริษัทใหม่จะเป็นการทำงานเช่นเดิมแต่โจทก์ทั้งหมดไม่ยอมทำตามจะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ทั้งหมดไม่ได้ เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งหมดที่จะไปทำงานกับบริษัทใหม่หรือไม่ก็ได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง ทั้งมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่า การเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือจึงบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ และถือว่านางสาวธิติมาเป็นตัวแทนของจำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 167 ได้ ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยในประเด็นนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12239 - 12405/2553 นายวิโรจน์ วันระยานนท์ กับพวก โจทก์ บริษัทไทยอินเตอร์เนชั่นแนลซีฟูดส์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิโรจน์ วันระยานนท์ กับพวก · จำเลย - บริษัทไทยอินเตอร์เนชั่นแนลซีฟูดส์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ · ดิเรก อิงคนินันท์ · พิทยา บุญชู
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 9 - นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร1303-1468/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8785/2550ฎีกา 9016-9043/2549ฎีกา 3825/2545ฎีกา 3582/2534ฎีกา 5759/2540ฎีกา 8491/2559ฎีกา 643/2494ฎีกา 225/2530ฎีกา 597/2534ฎีกา 6783/2548ฎีกา 1961/2543ฎีกา 2763/2536ฎีกา 6258/2550ฎีกา 1824-1825/2544ฎีกา 710/2542ฎีกา 397/2554ฎีกา 2513/2544ฎีกา 4777/2549ฎีกา 2438/2535ฎีกา 9072/2547ฎีกา 8335/2560ฎีกา 11912/2553ฎีกา 9450/2544ฎีกา 5200/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา