⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15791/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15791/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องทุกข์และการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมสันนิษฐานไว้ก่อน เมื่อจำเลยไม่คัดค้านในชั้นพิจารณา ถือว่าไม่มีข้อคัดค้าน การแจ้งความร้องทุกข์โดยระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งการกระทำความผิดเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องระบุฐานความผิดมาด้วย การปลอมและใช้เอกสารปลอมเพื่อยักยอกทรัพย์ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในอายุความและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่ามีการร้องทุกข์และมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้คัดค้านโดยเสนอหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ถือว่า ไม่มีข้อคัดค้าน ตามหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อของโจทก์ร่วมที่มีต่อพนักงานสอบสวน ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญการกระทำความผิดของจำเลยไว้ โดยสรุปใจความว่า เมื่อวันเกิดเหตุจำเลยได้ปลอมแปลงลายมือชื่อของ ย. แล้วเบิกถอนเงินฝากจำนวน 14,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ย. ไป ขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามกฎหมาย อันมีความแจ้งชัดอยู่ในตัวว่า เป็นการขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าว โดยวิธีการปลอมแปลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมจากบัญชีเงินฝากของ ย. อันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้วด้วย โจทก์ร่วมไม่จำต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วยแต่อย่างใด รูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งแล้วแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจที่จะวินิจฉัย แม้การปลอมใบถอนเงินฝากออมทรัพย์ และใช้เอกสารดังกล่าวถอนเงินไปจากโจทก์ร่วม แล้วยักยอกเงินนั้นเป็นของตนจะเป็นการกระทำที่มีลักษณะแตกต่างกัน ต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของโจทก์ร่วมที่จำเลยมุ่งประสงค์จะยักยอกเป็นของตนเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268, 352 ให้จำเลยใช้เงิน 14,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1976/2544, 1977/2544, 3120/2544 และ 3121/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก (ที่ถูก ต้องระบุประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก) ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และมาตรา 352 วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูกฐานใช้เอกสารปลอม) จำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปีให้จำเลยใช้เงิน 14,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ส่วนคำขอให้นับโทษต่อให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่บทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในอายุความและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่า มีการร้องทุกข์และมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้คัดค้านโดยเสนอหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ถือว่าไม่มีข้อคัดค้าน ทั้งตามสำนวนความก็ไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้ปรากฏว่า การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมไม่ชอบหรือกระทำเมื่อคดีขาดอายุความลงแล้ว เพราะตามหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อ ของโจทก์ร่วมที่มีต่อพนักงานสอบสวน ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญการกระทำความผิดของจำเลยไว้ โดยสรุปใจความว่า เมื่อวันเกิดเหตุจำเลยได้ปลอมแปลงลายมือชื่อของนายยานแล้วเบิกถอนเงินฝากจำนวน 14,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนายยานไป ขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามกฎหมาย อันมีความแจ้งชัดอยู่ในตัวว่าเป็นการขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวโดยวิธีการปลอมแปลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมจากบัญชีเงินฝากของนายยานอันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้วด้วย โจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วยแต่อย่างใด รูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งแล้วแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่จะวินิจฉัย ส่วนปัญหาการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีเมื่อขาดอายุความแล้ว ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมชัดเจนว่า โจทก์ร่วมได้รับทราบจากผู้ตรวจสอบบัญชีว่า เงินของโจทก์ร่วมดังกล่าวถูกจำเลยยักยอกไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 หาใช่วันที่ซึ่งผู้จัดการซึ่งไม่ได้เป็นผู้แทนโจทก์ร่วมทราบเรื่องดังที่จำเลยอ้าง การที่โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีไม่ขาดอายุความ รวมทั้งข้อที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อ กระทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของโจทก์ร่วมหรือโดยประการอื่นนั้น จำเลยก็มิได้คัดค้านหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ย่อมต้องถือว่าไม่มีข้อคัดค้านและฟังได้ว่า เอกสารดังกล่าวกระทำขึ้นโดยถูกต้องแล้ว ข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวมาทั้งหมดนั้น จำเลยเพียงคัดค้านขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ กรณีถือได้ว่า โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกภายในกำหนดอายุความและหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีปลอมแปลงลายมือชื่อ ได้กระทำขึ้นโดยถูกต้องแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงต้องเรียงกระทงลงโทษหรือไม่ เห็นว่า แม้การปลอมใบถอนเงินฝากออมทรัพย์ตาม และใช้เอกสารดังกล่าวถอนเงินไปจากโจทก์ร่วมแล้วยักยอกเงินนั้นเป็นของตนจะเป็นการกระทำที่มีลักษณะแตกต่างกันต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของโจทก์ร่วมที่จำเลยมุ่งประสงค์จะยักยอกเป็นของตนเป็นสำคัญการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเมื่อกฎหมายแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่บทเดียวอันเป็นบทที่จำเลยมุ่งประสงค์กระทำความผิดเป็นสำคัญ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15791/2553 พนักงานอัยการ จังหวัดเพชรบุรี โจทก์ สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด โจทก์ร่วม นางสาวบุญล้นหรือแมว สุขสาทศ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดเพชรบุรี · โจทก์ร่วม - สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด · จำเลย - นางสาวบุญล้นหรือแมว สุขสาทศ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย พงษธา · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายสุวีวัฒน์ ประมงค์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายบุญส่ง ฤกษ์สมบูรณ์ดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1861/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 8080/2538ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3593/2529ฎีกา 7281/2537ฎีกา 2252/2560ฎีกา 1666/2521ฎีกา 11720/2555ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544ฎีกา 1813/2531ฎีกา 3107/2533ฎีกา 5790/2541ฎีกา 10552/2553ฎีกา 1386/2521ฎีกา 3789/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา