⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15928/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15928/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นคดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.พ. มาตา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน..." ความในบทบัญญัติดังกล่าวให้ความหมายชัดเจนว่า คดีแรกซึ่งจะประกอบเป็นเหตุผลให้คดีหลังต้องห้ามมิให้ฟ้องนั้น จะต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 ก่อนที่ คดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 และก่อนที่ คดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2550 ทั้งสองคดีดังกล่าวจึงอยู่ในระหว่างพิจารณา ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงหาต้องด้วยหลักเกณฑ์แห่งข้อห้ามตามบทบัญญัติในประโยคแรกแห่งมาตรา 148 วรรคหนึ่ง ไม่ ฟ้องของโจทก์คดีนี้ และคดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 และคดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 ล้วนเป็นฟ้องที่โจทก์อ้างสิทธิในการที่จำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมตามสัญญาว่าจ้างโจทก์พัฒนาโครงการที่พักอาศัยรวม 3 แห่ง เพียงแต่โจทก์แยกฟ้องเรียกค่าธรรมเนียมแต่ละเดือนเป็นคดีไป คือ เดือนกุมภาพันธ์ 2548 เดือนมีนาคม 2548 และเดือนเมษายน 2548 อันเป็นการอ้างสิทธิของโจทก์ตามสัญญาทั้งสามฉบับชุดเดียวกัน ฟ้องทั้งสามคดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ดังนี้ เมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้อง คดีแรกคือ คดีหมายเลขดำที่ 890/2550 และคดีที่สองคือคดีหมายเลขดำที่ 1417/2550 ซึ่งศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ขณะนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมสำหรับเดือนเมษายน 2548 ตามสัญญาทั้งสามฉบับชุดเดียวกันดังที่โจทก์กล่าวอ้างและนำมาเป็นเหตุฟ้องคดีนี้แล้ว ข้อหาที่โจทก์กล่าวอ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิไม่ชำระค่าธรรมเนียมเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม และเดือนเมษายน 2548 จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ชอบที่โจทก์จะต้องฟ้องรวมกันมาเสียทีเดียว การที่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.587

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 368,820.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 321,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์จัดการพัฒนา โครงการที่พักอาศัยรวม 3 แห่ง คือสัญญาว่าด้วยการจัดการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยหัวหิน ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 สัญญาว่าด้วยการจัดการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยคอนโดมิเนียม (เอแบค) ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 และสัญญาว่าด้วยการจัดการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยซอยสุขุมวิท 31 ลงวันที่ 4 มกราคม 2548 โดยกำหนดค่าธรรมเนียม (ค่าจ้าง) รายเดือน เดือนละ 200,000 บาท 100,000 บาท สำหรับ 4 เดือนแรก และ 200,000 บาท นับแต่เดือนที่ห้าเป็นต้นไป และ 200,000 บาท ตามสัญญาแต่ละฉบับตามลำดับ ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นให้ชำระค่าธรรมเนียมเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ทั้งสามสัญญา จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณา คดีฝ่ายเดียว และมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ตามคดี หมายเลขดำที่ 890/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 สำหรับค่าธรรมเนียมเดือนมีนาคม 2548 ทั้งสามสัญญา โจทก์ก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2550 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ตามคดีหมายเลขดำที่ 1417/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 และคดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกัน รื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน..." ความในบทบัญญัติดังกล่าวให้ความหมายชัดเจนว่า คดีแรกซึ่งจะประกอบเป็นเหตุผลให้คดีหลังต้องห้ามมิให้ฟ้องนั้น จะต้องมี คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 ก่อนที่ คดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 และก่อนที่ คดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2550 ทั้งสองคดีดังกล่าวนี้จึงอยู่ระหว่างพิจารณา ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงหาต้องด้วยหลักเกณฑ์แห่งข้อห้ามมิให้ฟ้องตามบทบัญญัติในประโยคแรกแห่งมาตรา 148 วรรคหนึ่ง ไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสามคดี คือคดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 และคดีนี้ ล้วนเป็นฟ้องที่โจทก์อ้างสิทธิในการที่จำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ชำระหนี้ค่าธรรมเนียมตามสัญญาว่าจ้างโจทก์พัฒนาโครงการที่พักอาศัยรวม 3 แห่ง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ เพียงแต่โจทก์แยกฟ้องเรียกค่าธรรมเนียมแต่ละเดือนเป็นแต่ละคดีไปคือ เดือนกุมภาพันธ์ 2548 เดือนมีนาคม 2548 และเดือนเมษายน 2548 อันเป็นการอ้างสิทธิของโจทก์ตามสัญญาทั้งสามฉบับชุดเดียวกัน ฟ้องทั้งสามคดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ดังนี้ เมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีแรกคือคดีหมายเลขดำที่ 890/2550 และคดีที่สองคือหมายเลขดำที่ 1417/2550 ซึ่งศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ขณะนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมสำหรับเดือนเมษายน 2548 ตามสัญญาทั้งสามฉบับชุดเดียวกัน ดังที่โจทก์กล่าวอ้างและนำมาเป็นเหตุฟ้องคดีนี้แล้ว ข้อหาของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิไม่ชำระค่าธรรมเนียมเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2548 จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ชอบที่โจทก์จะต้องฟ้องรวมกันมาเสียทีเดียว การที่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ซึ่งบัญญัติห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยไปเสียทีเดียว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15928/2553 บริษัทไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ บริษัท ไทรทองอนันดา รีสอร์ท แอนด์ สปา (2003) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด · จำเลย - บริษัท ไทรทองอนันดา รีสอร์ท แอนด์ สปา (2003) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย จุลนิติ์ · วีระพล ตั้งสุวรรณ · เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1335/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 2036/2542ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 369/2522ฎีกา 2908/2523ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 793/2507ฎีกา 1228/2539ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 158/2509ฎีกา 9704/2558ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534ฎีกา 6344/2540ฎีกา 82/2512ฎีกา 601/2537ฎีกา 226/2532ฎีกา 7631/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา