⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15928/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15928/2553

ป.พ.พ. ม.587 · ป.วิ.แพ่ง ม.148, 173

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นคดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.พ. มาตา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน..." ความในบทบัญญัติดังกล่าวให้ความหมายชัดเจนว่า คดีแรกซึ่งจะประกอบเป็นเหตุผลให้คดีหลังต้องห้ามมิให้ฟ้องนั้น จะต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 ก่อนที่ คดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 และก่อนที่ คดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2550 ทั้งสองคดีดังกล่าวจึงอยู่ในระหว่างพิจารณา ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงหาต้องด้วยหลักเกณฑ์แห่งข้อห้ามตามบทบัญญัติในประโยคแรกแห่งมาตรา 148 วรรคหนึ่ง ไม่ ฟ้องของโจทก์คดีนี้ และคดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 และคดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 ล้วนเป็นฟ้องที่โจทก์อ้างสิทธิในการที่จำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมตามสัญญาว่าจ้างโจทก์พัฒนาโครงการที่พักอาศัยรวม 3 แห่ง เพียงแต่โจทก์แยกฟ้องเรียกค่าธรรมเนียมแต่ละเดือนเป็นคดีไป คือ เดือนกุมภาพันธ์ 2548 เดือนมีนาคม 2548 และเดือนเมษายน 2548 อันเป็นการอ้างสิทธิของโจทก์ตามสัญญาทั้งสามฉบับชุดเดียวกัน ฟ้องทั้งสามคดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ดังนี้ เมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้อง คดีแรกคือ คดีหมายเลขดำที่ 890/2550 และคดีที่สองคือคดีหมายเลขดำที่ 1417/2550 ซึ่งศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ขณะนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมสำหรับเดือนเมษายน 2548 ตามสัญญาทั้งสามฉบับชุดเดียวกันดังที่โจทก์กล่าวอ้างและนำมาเป็นเหตุฟ้องคดีนี้แล้ว ข้อหาที่โจทก์กล่าวอ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิไม่ชำระค่าธรรมเนียมเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม และเดือนเมษายน 2548 จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ชอบที่โจทก์จะต้องฟ้องรวมกันมาเสียทีเดียว การที่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.587

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.587 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 368,820.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 321,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์จัดการพัฒนา โครงการที่พักอาศัยรวม 3 แห่ง คือสัญญาว่าด้วยการจัดการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยหัวหิน ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 สัญญาว่าด้วยการจัดการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยคอนโดมิเนียม (เอแบค) ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 และสัญญาว่าด้วยการจัดการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยซอยสุขุมวิท 31 ลงวันที่ 4 มกราคม 2548 โดยกำหนดค่าธรรมเนียม (ค่าจ้าง) รายเดือน เดือนละ 200,000 บาท 100,000 บาท สำหรับ 4 เดือนแรก และ 200,000 บาท นับแต่เดือนที่ห้าเป็นต้นไป และ 200,000 บาท ตามสัญญาแต่ละฉบับตามลำดับ ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นให้ชำระค่าธรรมเนียมเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ทั้งสามสัญญา จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณา คดีฝ่ายเดียว และมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ตามคดี หมายเลขดำที่ 890/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 สำหรับค่าธรรมเนียมเดือนมีนาคม 2548 ทั้งสามสัญญา โจทก์ก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2550 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ตามคดีหมายเลขดำที่ 1417/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 และคดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกัน รื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน..." ความในบทบัญญัติดังกล่าวให้ความหมายชัดเจนว่า คดีแรกซึ่งจะประกอบเป็นเหตุผลให้คดีหลังต้องห้ามมิให้ฟ้องนั้น จะต้องมี คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 ก่อนที่ คดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 และก่อนที่ คดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2550 ทั้งสองคดีดังกล่าวนี้จึงอยู่ระหว่างพิจารณา ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงหาต้องด้วยหลักเกณฑ์แห่งข้อห้ามมิให้ฟ้องตามบทบัญญัติในประโยคแรกแห่งมาตรา 148 วรรคหนึ่ง ไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสามคดี คือคดีหมายเลขแดงที่ 1933/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 2764/2550 และคดีนี้ ล้วนเป็นฟ้องที่โจทก์อ้างสิทธิในการที่จำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ชำระหนี้ค่าธรรมเนียมตามสัญญาว่าจ้างโจทก์พัฒนาโครงการที่พักอาศัยรวม 3 แห่ง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ เพียงแต่โจทก์แยกฟ้องเรียกค่าธรรมเนียมแต่ละเดือนเป็นแต่ละคดีไปคือ เดือนกุมภาพันธ์ 2548 เดือนมีนาคม 2548 และเดือนเมษายน 2548 อันเป็นการอ้างสิทธิของโจทก์ตามสัญญาทั้งสามฉบับชุดเดียวกัน ฟ้องทั้งสามคดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ดังนี้ เมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีแรกคือคดีหมายเลขดำที่ 890/2550 และคดีที่สองคือหมายเลขดำที่ 1417/2550 ซึ่งศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ขณะนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมสำหรับเดือนเมษายน 2548 ตามสัญญาทั้งสามฉบับชุดเดียวกัน ดังที่โจทก์กล่าวอ้างและนำมาเป็นเหตุฟ้องคดีนี้แล้ว ข้อหาของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิไม่ชำระค่าธรรมเนียมเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2548 จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ชอบที่โจทก์จะต้องฟ้องรวมกันมาเสียทีเดียว การที่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ซึ่งบัญญัติห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยไปเสียทีเดียว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15928/2553 บริษัทไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ บริษัท ไทรทองอนันดา รีสอร์ท แอนด์ สปา (2003) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด · จำเลย - บริษัท ไทรทองอนันดา รีสอร์ท แอนด์ สปา (2003) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย จุลนิติ์ · วีระพล ตั้งสุวรรณ · เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1335/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 15572/2558ฎีกา 2036/2542ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 1092/2505ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 369/2522ฎีกา 2908/2523ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 793/2507ฎีกา 1228/2539ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 158/2509ฎีกา 9704/2558ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534ฎีกา 6344/2540ฎีกา 82/2512ฎีกา 601/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา