⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6702/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6702/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเป็นการละเมิด ทำให้ผู้ถูกฟ้องเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ซึ่งค่าว่าจ้างทนายความถือเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการละเมิดนั้น

ย่อคำพิพากษา

ในคดีก่อนที่จำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดิน ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง แต่จำเลยทั้งสามกลับนำคดีมาฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน และแบ่งแยกโฉนดที่ดินในส่วนที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นของตนอีก ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสามไม่มีสิทธินำประเด็นที่ถึงที่สุดดังกล่าวมาฟ้องโจทก์แล้ว การที่จำเลยทั้งสามยังมาฟ้องโจทก์ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันถึงที่สุดไปแล้วนั้นมาฟ้องโจทก์อีกอันเป็นการฟ้องซ้ำ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่อสู้คดีปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนจากการกระทำอันไม่สุจริตของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และค่าว่าจ้างทนายความเข้าต่อสู้คดีกับจำเลยทั้งสามในเหตุที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์ไม่ให้เสียไป จึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่จำเลยทั้งสามกระทำการละเมิดต่อโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.421 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นไวยาวัจการและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 เดิมจำเลยที่ 1 เคยฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดิน ขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง และจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสามยังฟ้องโจทก์เป็นจำเลยอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเป็นฟ้องซ้ำ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปชี้แจงข้อเท็จจริงยังวัดต่างๆ ต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังจากบุคคลทั่วไป ต้องเสียค่าจ้างทนายความสู้คดี รวม 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์โดยสุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 2 ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแต่โจทก์คัดค้านแนวเขต และจำเลยทั้งสามเชื่อว่าที่พิพาทในคดีหลังเป็นที่ธรณีสงฆ์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสามเฉพาะประเด็นที่ว่าค่าทนายความเป็นค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อเดียวว่า ค่าทนายความเป็นค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนที่จำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดิน ขับไล่และเรียกค่าเสียหายศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง แต่จำเลยทั้งสามกลับนำคดีมาฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน และแบ่งแยกโฉนดที่ดินในส่วนที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นของตนอีกซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสามไม่มีสิทธินำประเด็นที่ถึงที่สุดดังกล่าวมาฟ้องโจทก์แล้ว การที่จำเลยทั้งสามยังมาฟ้องโจทก์ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันถึงที่สุดไปแล้วนั้นมาฟ้องโจทก์อีกอันเป็นการฟ้องซ้ำจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่อสู้คดีปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนจากการกระทำอันไม่สุจริตของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และค่าว่าจ้างทนายความเข้าต่อสู้คดีกับจำเลยทั้งสามในเหตุที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์ไม่ให้เสียไป จึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าว่าจ้างทนายความให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6702/2553 นางสมปอง อ่ำสุข โจทก์ วัดโพธิ์ทะเลใต้ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมปอง อ่ำสุข · จำเลย - วัดโพธิ์ทะเลใต้ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญมี ฐิตะศิริ · สิทธิชัย พรหมศร · จักร อุตตโม
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1479/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 1592/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ