⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8587/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8587/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่นอกเหนือไปจากประเด็นที่คู่ความได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ถือเป็นเหตุที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ตามคำให้การของจำเลยเป็นการต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมปลอมทั้งฉบับ มิใช่ปลอมแค่เพียงบางส่วน ดังนั้น คำให้การที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 120,000 บาท เป็นเพียงเหตุผลประกอบการปฏิเสธเท่านั้น ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่า สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอมหรือไม่ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญากู้ไม่ปลอม ให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องจำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม ดังนั้น จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยนชั้นอุทธรณ์ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งถ้าฟังว่าปลอมจำเลยก็ไม่ต้องรับผิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป 120,000 บาท และชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจกท์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นเหตุให้โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นอกประเด็นไปด้วย เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีที่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 523,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยกู้และรับเงินจากโจทก์เพียง 120,000 บาทโดยจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินซึ่งไม่มีการกรอกข้อความมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน จำเลยขอผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 8,000 บาท เป็นเวลา 70 เดือนจำเลยทำงานเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอยู่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มอบสมุดเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และมอบฉันทะให้โจทก์ไปรับเงินเดือนแทนจำเลยแต่ละเดือนเหลือจากหักต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วจึงคืนเงินส่วนที่เหลือแก่จำเลย จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์รวมทั้งสิ้น 560,000 บาท ครบถ้วนแล้ว จำเลยขอลาออกจากงานได้รับเงินบำเหน็จตอบแทน 1,000,000 บาทเศษ จึงขอสมุดเงินฝากคืน โจทก์ไม่ยอมคืนแต่กลับร่วมกับนายล้อม ศรีสวัสดิ์ กรอกข้อความในสัญญากู้เงินย้อนหลังว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ 300,000 บาท โดยจำเลยมิได้ยินยอม สัญญากู้ที่โจทก์นำมาจึงเป็นสัญญาปลอม ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 เมษายน2546) ต้องไม่เกิน 223,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 13,000 บาทโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำให้การของจำเลยเป็นการต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมปลอมทั้งฉบับมิใช่ปลอมแค่เพียงบางส่วน คำให้การที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 120,000 บาท เป็นเพียงเหตุผลประกอบการปฏิเสธเท่านั้น ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่า สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอมหรือไม่ ซึ่งโจทก์นำสืบสรุปได้ความว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์รวม 2 ครั้ง ครั้งละ 300,000 บาทห่างกันประมาณ 2 เดือน การกู้ยืมเงินฉบับแรกคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือนหรือร้อยละ 60 ต่อปี ส่วนฉบับหลังอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาฉบับแรกให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยหักออกจากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง ส่วนฉบับที่โจทก์นำมาฟ้อง จำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลย ส่วนจำเลยนำสืบตามข้อต่อสู้ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญากู้ไม่ปลอมให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ว่าสัญญากู้ยืมเป็นเอกสารปลอม ดังนั้น จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งถ้าฟังว่าปลอมจำเลยก็ไม่ต้องรับผิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป 120,000 บาท และชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้นเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นเหตุให้โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นอกประเด็นไปด้วย เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีที่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8587/2553 นายอุรา บุญศรี โจทก์ นายจรูญ นงค์นวล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอุรา บุญศรี · จำเลย - นายจรูญ นงค์นวล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายสมัย เฮงมีชัย · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2454/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 99/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 2520/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2898/2538ฎีกา 4484/2536ฎีกา 497/2539ฎีกา 674/2549ฎีกา 459/2546ฎีกา 5285/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา