⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9508/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9508/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินที่ถูกยึด ถือเป็นการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเฉพาะสำหรับกรณีร้องขัดทรัพย์.

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ว. เพราะก่อนที่ ว. จะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้อง โดยสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องตามคำร้องของผู้ร้องมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 288 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตาม มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยทั้งสองตามส่วน เป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน จึงมิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1364

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นทายาทของนายวุ่น และนางสาวรักชุม ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว นายวุ่นมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 15 แปลง ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 223 ถึง 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งแทนโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 223 ถึง 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้ง 15 แปลงดังกล่าวขายทอดตลาดและขายทอดตลาดได้แล้ว 2 แปลง ตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 อันเป็นที่ดินพิพาท ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดและขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 เป็นของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เนื่องจากก่อนที่นายวุ่นจะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และยกที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 237 ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 โดยการสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยการปลูกและกรีดยางพารา ส่วนผู้ร้องที่ 2 พักอาศัยในบ้านซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 21 ปีเศษ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายวุ่น ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 เป็นของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับและให้เพิกถอนหมายบังคับคดี และการขายทอดตลาดดังกล่าว โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 นายวุ่นเจ้ามรดกไม่ได้สละสิทธิการครอบครองและส่งมอบสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวุ่น โจทก์ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกจึงมีสิทธิบังคับคดีได้ตามกฎหมาย ส่วนผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิเพิกถอนการบังคับคดีและขายทอดตลาด ผู้ร้องทั้งสองมาศาลในชั้นพิจารณาและเข้าร่วมการขายทอดตลาดมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านภายในระยะเวลาตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์ถึงแก่ความตาย นายถาวร บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนายวุ่น เจ้ามรดก ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ก่อนนายวุ่นถึงแก่ความตาย นายวุ่นมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 223 ถึง 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายวุ่นให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ศาลจึงออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด โดยผู้ซื้อทรัพย์ซื้อที่ดินพิพาท ส.ค.1 เลขที่ 231 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 และนายถาวร บุตรโจทก์ซื้อที่ดินพิพาท ส.ค.1 เลขที่ 237 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2544 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายวุ่น เพราะก่อนที่นายวุ่นจะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง โดยสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องทั้งสอง ดังนี้ ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยทั้งสองตามส่วนนั้น เป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยศาลกำหนดไว้ว่าหากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน อันเป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน จึงมิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9508/2553 นายวิน รักชุมฯ โจทก์ นายคล่อง พรหมร่วมแก้ว กับพวก ผู้ร้อง นายจรูญ ยกถาวร ผู้ซื้อทรัพย์ นางเอียดหรือคล้าย รักชุม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิน รักชุมฯ · ผู้ร้อง - นายคล่อง พรหมร่วมแก้ว กับพวก · ผู้ซื้อทรัพย์ - นายจรูญ ยกถาวร · จำเลย - นางเอียดหรือคล้าย รักชุม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล · ชัยยันต์ ศุขโชติ · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 280/2530ฎีกา 770/2535ฎีกา 7677/2557ฎีกา 6789/2541ฎีกา 2573/2552ฎีกา 5801/2538ฎีกา 6968/2537ฎีกา 6193/2551ฎีกา 4637/2567ฎีกา 7466/2538ฎีกา 5086/2537ฎีกา 1572/2511ฎีกา 1763/2551ฎีกา 3589/2525ฎีกา 2422/2545ฎีกา 8108/2542ฎีกา 39/2524ฎีกา 241/2499ฎีกา 1492/2510ฎีกา 161/2507ฎีกา 5015/2541ฎีกา 4470/2543ฎีกา 1413/2508ฎีกา 1690/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา