⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1572/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่ความฝ่ายหนึ่งดำเนินกระบวนพิจารณาโดยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องยกขึ้นคัดค้านก่อนศาลมีคำพิพากษา หากมิได้คัดค้านให้ถือว่ากระบวนพิจารณานั้นไม่มีข้อโต้แย้ง และจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์มิได้

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยโต้แย้งเรื่องที่โจทก์ผู้รับมอบอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาซักถามพยานโดยมิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายนั้นเป็นกรณีโต้แย้งคัดค้านเรื่องผิดระเบียบที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งจะต้องบังคับตามมาตรา 27 ดังนั้นจำเลยจึงชอบที่จะยกขึ้นคัดค้านก่อนที่ศาลมีคำพิพากษา เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านประการใด ก็ต้องถือว่ากระบวนพิจารณาที่โจทก์ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไป ไม่มีเรื่องคัดค้าน.ในการปฏิบัติผิดระเบียบและการที่จำเลยเพิ่งจะหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นมาโต้แย้งคัดค้านในชั้นอุทธรณ์นั้นจึงเป็นการขัดกับบทบัญญัติในมาตรา 27 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.60

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับมอบอำนาจจากหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร จุฑาธุช เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดหมายเลขที่ ๒๕๗๐ตำบลวังบูรพาภิรมย์ อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างคือห้องแถวเลขที่ ๘๖ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินนี้ให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้เช่า เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๐๖ จำเลยเช่าห้องแถวเลขที่ ๘๖นี้จากหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธรตั้งร้านตัดผมมีกำหนด ๑ ปี ค่าเช่าเดือนละ ๑๑๒ บาท ๕๐ สตางค์ บัดนี้ครบกำหนดอายุการเช่า และโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมออกไป ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยกับบริวารออกจากห้องแถวดังกล่าว และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑๑๒ บาท ๕๐ สตางค์ นับแต่เดือนกันยายน ๒๕๐๗ จนกว่าจำเลยจะออกจากห้องเช่า จำเลยให้การว่าได้เช่าห้องแถวหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร จุฑาธุชมา ๑๐ ปีแล้ว ใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน ก่อนสัญญาเช่าครั้งหลังสิ้นอายุ หม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธรได้ตกลงให้จำเลยเช่าห้องต่ออีก๓ ปี ได้เรียกเก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้าเพิ่มจากที่ต้องชำระเป็นรายเดือนจากจำเลยอีกเดือนละ ๔๐๐ บาท โดยหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธรให้จำเลยทำสัญญากู้เงินจากหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธรไว้ ๓๖ ฉบับ ๆ ละ๔๐๐ บาท กำหนดชำระหนี้แต่ละฉบับของแต่ละเดือนเป็นเดือนไป จำเลยจึงถือว่าได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้หม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธรไว้ส่วนหนึ่งแต่ละเดือน เป็นเงินเดือนละ ๔๐๐ บาท จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ผู้รับมอบอำนาจได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเองโดยมิได้แต่งตั้งทนายเข้าว่าต่าง เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๐ วรรค ๒ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ผู้รับมอบอำนาจ ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นทนายโจทก์ จึงดำเนินกระบวนพิจารณาซักถามพันตำรวจตรีประสิทธิพยานโจทก์มิได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๖๐ วรรค ๒ กระบวนพิจารณาเฉพาะในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กระบวนพิจารณาตอนอื่น ๆ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเป็นการใช้สิทธิของตัวความ โจทก์ผู้รับมอบอำนาจย่อมกระทำได้และยังมีผลบังคับอยู่ อย่างไรก็ดีเฉพาะส่วนที่มีผลบังคับได้โดยไม่ต้องนำเอาคำเบิกความของพันตำรวจตรีประสิทธิที่เสียไปมาพิจารณาร่วมด้วย คดีก็ยังฟังได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แต่เดิมทุกประการ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นกรณีโต้แย้งคัดค้านการที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยตรง ฉะนั้นการคัดค้านเรื่องระเบียบเช่นว่านี้จะต้องบังคับตามมาตรา ๒๗แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ปรากฏว่าในวันนัดชี้สองสถานศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า "วันนี้ทนายความทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกัน ศาลได้เปรียบเทียบแล้วยังไม่มีทางตกลงกันได้จึงกระทำการชี้สองสถานไป... ฯลฯ ...ให้จำเลยเป็นฝ่ายนำสืบก่อนฯลฯ.." ซึ่งความจริงในท้องสำนวน ยังไม่มีการแต่งตั้งบุคคลใดเป็นทนายโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นจดรายงานว่าทนายโจทก์ก็เพราะตัวโจทก์ผู้รับมอบอำนาจมีอาชีพเป็นทนายอยู่แล้ว จึงทำให้เข้าใจผิดหลงไปยอมรับเอาว่าโจทก์ผู้รับมอบอำนาจได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายในคดีนี้แล้ว เช่นนี้จึงต้องถือว่าเป็นการที่มิได้ปฏิบัติตามบทกฎหมายตามมาตรา ๒๗ วรรคต้น ซึ่งชอบที่จำเลยผู้เสียหายจะได้ยกขึ้นคัดค้านเสียก่อนที่ศาลมีคำพิพากษา ตามความในมาตรา ๒๗ วรรค ๒ แต่จำเลยก็มิได้โต้แย้งคัดค้านประการใด กรณีเช่นนี้จึงต้องถือว่ากระบวนพิจารณาที่โจทก์ผู้รับมอบอำนาจกระทำมา ไม่มีเรื่องคัดค้านในการปฏิบัติผิดระเบียบ ฉะนั้น การที่จำเลยเพิ่งจะหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นมาโต้แย้งคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการขัดกับบทบัญญัติในมาตรา ๒๗ วรรค ๒ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2511 หม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร จุฑาธุช โดยนายสนิธ สาครรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายเม่งเหลียง หรือสุนทร วัฒนเสนีธรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - หม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร จุฑาธุช โดยนายสนิธ สาครรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายเม่งเหลียง หรือสุนทร วัฒนเสนีธรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ใหญ่ ศาลยาชีวิน · จิตติ ติงศภัทิย์ · ถาวร หุตะโกวิท
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายจำเนียร บุญพละ · ศาลอุทธรณ์ - นายพันธ์ นัยวิทิต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 5146/2537ฎีกา 53/2525ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1451/2512ฎีกา 2521/2540ฎีกา 1172/2514ฎีกา 2926-2929/2524ฎีกา 2280/2559ฎีกา 3589/2525ฎีกา 6911/2544ฎีกา 3055/2526ฎีกา 8108/2542ฎีกา 2346/2531ฎีกา 5415/2543ฎีกา 1170/2505ฎีกา 5675/2530ฎีกา 2356/2534ฎีกา 5094/2565ฎีกา 7279/2540ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา