⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1528/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าหนี้จำนำไม่มีสิทธิยึดถือหรือนำดอกผลนิตินัยอันเกิดจากทรัพย์สินที่จำนำไปหักจากหนี้ได้ หากหนี้ได้ระงับสิ้นไปแล้วก่อนที่ดอกผลนิตินัยจะเกิดขึ้น.

ย่อคำพิพากษา

ป.พ.พ. มาตรา 761 มิได้บังคับให้เจ้าหนี้ต้องนำดอกผลนิตินัยอันเกิดจากทรัพย์ที่จำนำไปหักจากจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เพียงแต่หากเจ้าหนี้ใช้สิทธิดังกล่าว จะต้องนำดอกผลนิตินัยไปหักออกจากหนี้ตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น โจทก์ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ในวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งการปลดหนี้และหลักประกัน และในท้ายหนังสือฉบับนี้ยังระบุว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามซึ่งข้อกำหนดในสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาปลดหนี้ โดยมีเงื่อนไขครบถ้วนทุกประการ จึงต้องถือว่าหนี้ทั้งหมดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ระงับไปแล้วโดยการประนีประนอมยอมความ ทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความก็มิได้ระบุว่าให้นำเงินปันผลที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับเป็นอีกส่วนหนึ่งที่โจทก์จะต้องนำมาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 อีกด้วย และในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ล. ในวันที่ 27 เมษายน 2544 ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 6 บาท ดังนั้น ดอกผลนิตินัยอันเกิดจากหุ้นที่โจทก์จำนำไว้แก่จำเลยที่ 1 จึงเกิดขึ้นภายหลังจากหนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ระงับไปทั้งหมดแล้ว รวมทั้งหลักประกันต่างๆ ที่จำเลยที่ 1 เคยมีสิทธิบังคับเอาแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินปันผลมาชำระหนี้ได้อีก จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินปันผลที่รับไว้แก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.321 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.761 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 921,195 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 864,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะรับเงินปันผลหรือจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ เห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 761 บัญญัติว่า "ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา หากมีดอกผลนิตินัยงอกจากทรัพย์สินนั้นอย่างไร ท่านให้ผู้รับจำนำจัดสรรใช้เป็นค่าดอกเบี้ยอันค้างชำระแก่ตน และถ้าไม่มีดอกเบี้ยค้างชำระ ท่านให้จัดสรรใช้ต้นเงินแห่งหนี้อันได้จำนำทรัพย์สินเป็นประกันนั้น" บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับให้เจ้าหนี้ต้องนำดอกผลนิตินัยอันเกิดจากทรัพย์ที่จำนำไปหักจากจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เพียงแต่หากเจ้าหนี้ใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องนำดอกผลนิตินัยไปหักออกจากหนี้ตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น เมื่อพิจารณาคำฟ้อง สัญญาปลดหนี้โดยมีเงื่อนไข สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมและหนังสือแจ้งการปลดหนี้และหลักประกัน ลงวันที่ 25 เมษายน 2544 ประกอบกันแล้วจะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับชำระหนี้ 6,279,951.32 บาทจากจำนวน 46,394,295.69 บาท ที่จำเลยที่ 1 ฟ้องให้โจทก์รับผิด โดยโจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงงวดเดียวภายในวันที่ 23 เมษายน 2544 ซึ่งโจทก์ได้ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เป็นแคชเชียร์เช็ค ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งการปลดหนี้และหลักประกันและในท้ายหนังสือฉบับนี้ยังได้ระบุว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามซึ่งข้อกำหนดในสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาปลดหนี้โดยมีเงื่อนไขครบถ้วนทุกประการ จำเลยที่ 1 จึงขอแจ้งการปลดหนี้และปลดหลักประกันที่ให้ไว้ ดังนั้นจึงต้องถือว่าหนี้ทั้งหมดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ระงับไปแล้วโดยการประนีประนอมยอมความ ทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความก็มิได้ระบุว่าให้นำเงินปันผลที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับเป็นอีกส่วนหนึ่งที่โจทก์จะต้องนำมาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 อีกด้วย ยังได้ความว่าในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 27 เมษายน 2544 ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 6 บาท ดังนั้น ดอกผลนิตินัยอันเกิดจากหุ้นที่โจทก์จำนำไว้กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดขึ้นภายหลังจากหนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ระงับไปทั้งหมดแล้ว รวมทั้งหลักประกันต่างๆ ที่จำเลยที่ 1 เคยมีสิทธิบังคับเอาแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินปันผลมาชำระหนี้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้ออื่นๆ นั้นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2554 นายสมชัย บุณยมานนท์หรือบุญยมานนท์ โจทก์ กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมชัย บุณยมานนท์หรือบุญยมานนท์ · จำเลย - กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายอำนาจ เย็นยิ่ง · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2597/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3191/2547ฎีกา 3490/2548ฎีกา 2335/2551ฎีกา 766/2543ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5283/2540ฎีกา 4800/2534ฎีกา 8182/2540ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 727/2567ฎีกา 5811/2533ฎีกา 566/2553ฎีกา 1733/2492ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 583/2506ฎีกา 92/2531ฎีกา 8207/2538ฎีกา 308/2509ฎีกา 3329/2550ฎีกา 2824/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา