คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5860/2554
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วย่อมผูกพันคู่ความตามกฎหมาย และโจทก์จะฟ้องคดีใหม่ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาเดิมไม่ได้ แม้จำเลยจะกระทำความผิดอาญาต่อโจทก์ แต่หากโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา
ย่อคำพิพากษา
โจทก์เคยฟ้องขอให้บังคับจำเลยกับ ม. ร่วมกันชำระหนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยเชื่อว่าสัญญากู้ที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ทำปลอมขึ้น ผลแห่งคำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยกับ ม. รับผิดต่อโจทก์ได้ แม้จะได้ความว่าจำเลยปลอมสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 28 (2) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 341
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ส่วนข้อหาฉ้อโกงให้ยกฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารขึ้นเองจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่จำเลยฎีกา โดยโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านเป็นประการอื่นว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยและนายมงคล บุตรชายของจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 200,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.25 บาท ต่อเดือน ส่วนนายมงคล เป็นผู้ค้ำประกันจำเลย หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยกับนายมงคลร่วมกันชำระหนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเชื่อว่าสัญญากู้ที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์เป็นเอกสารที่โจทก์ทำปลอมขึ้น โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยกับนายมงคลรับผิดต่อโจทก์ได้ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5746/2551 ที่จำเลยแนบท้ายฎีกา ผลแห่งคำพิพากษาในคดีนั้นย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ได้ รวมทั้งไม่อาจฟ้องนายมงคลซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้แก่โจทก์ ดังนั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยปลอมสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 รูปคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5860/2554
นางวิไล แซ่โค้ว โจทก์
นางจันทราหรือจิณณพัต วุฒิพานิช จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางวิไล แซ่โค้ว · จำเลย - นางจันทราหรือจิณณพัต วุฒิพานิช |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กำพล ภู่สุดแสวง · ชีพ จุลมนต์ · โสฬส สุวรรณเนตร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดลำพูน - นายไพฑูรย์ อุ้ยมาก · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.7180/2552 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา