⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8680/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8680/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อมีการซื้อขายที่ดินโดยกำหนดจำนวนเนื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญ หากส่งมอบที่ดินน้อยกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน ผู้ซื้อมีสิทธิชำระราคาตามส่วนของที่ดินที่ได้รับมอบเท่านั้น และการฟ้องเรียกเงินส่วนที่ชำระเกินไปคืนฐานลาภมิควรได้ ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน

ย่อคำพิพากษา

สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองกำหนดจำนวนเนื้อที่ดินที่ตกลงซื้อกันไว้ด้วย แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองว่า ให้ถือเอาจำนวนเนื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญ จึงมิใช่การซื้อขายเหมาแปลง เมื่อจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินน้อยกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน และโจทก์ทั้งสามเลือกรับที่ดินที่จำเลยทั้งสองส่งมอบ โจทก์ทั้งสามจึงต้องชำระราคาค่าที่ดินตามส่วนของที่ดินที่ได้รับมอบเท่านั้น สำหรับเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามชำระแก่จำเลยทั้งสองเกินส่วนไป แม้จะถือว่าเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และจำต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.406 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.419 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.466

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,093,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,196,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5199 ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 15,000,000 บาท ต่อมาทางราชการกรมโยธาธิการเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเพื่อสร้างถนนเป็นเนื้อที่ดิน 1 ไร่ 3 งาน 86.8 ตารางวา หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องให้สำนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงทราบว่าจำเลยทั้งสองขายที่ดินให้โจทก์ทั้งสามโดยมีเนื้อที่ดินขาดหายไปจำนวน 119.6 ตารางวา โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามชำระราคาที่ดินแก่จำเลยทั้งสองเกินไปจากที่ตกลงกันตามสัญญาคืนเป็นคดีนี้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสอง เป็นการซื้อขายโดยกำหนดจำนวนเนื้อที่ดิน 3 ไร่ 3 งาน แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองว่า การซื้อขายที่ดินถือเอาจำนวนเนื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญ จึงมิใช่การเหมาแปลงตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ เมื่อจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ตกลงซื้อขายกันไว้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้ และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก" ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามเลือกรับที่ดินที่จำเลยทั้งสองส่งมอบน้อยไปกว่าที่ตกลงกันไว้ โจทก์ทั้งสามจึงชำระราคาที่ดินได้ตามส่วนของราคาที่ดิน เมื่อโจทก์ทั้งสามชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองเกินส่วนไปและโจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสามชำระเกินไปคืน แม้จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างกฎหมายที่จะรับเงินที่ได้รับเกินไปได้โดยชอบและจำต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 406 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าเนื้อที่ดินที่โจทก์ทั้งสามซื้อจากจำเลยทั้งสองขาดหายไป 119.6 ตารางวา ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินคืนเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกทรัพย์คืน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการยกข้อกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8680/2554 นายปราโมทย์ ชพานนท์ กับพวก โจทก์ นายประเทือง เปาชม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายปราโมทย์ ชพานนท์ กับพวก · จำเลย - นายประเทือง เปาชม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์ · พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา · ปดารณี ลัดพลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายสมนึก สืบวิเศษ · ศาลอุทธรณ์ - นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2142/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1111/2494ฎีกา 1608/2529ฎีกา 9150/2539ฎีกา 9091/2538ฎีกา 4590/2553ฎีกา 400/2501ฎีกา 698/2536ฎีกา 1593/2554ฎีกา 6607/2560ฎีกา 8755/2551ฎีกา 823/2548ฎีกา 2569/2521ฎีกา 2013/2531ฎีกา 299/2490ฎีกา 4797/2541ฎีกา 1061/2511ฎีกา 846/2481ฎีกา 3362/2537ฎีกา 663/2488ฎีกา 1008/2510ฎีกา 2564/2546ฎีกา 2720/2526ฎีกา 999/2505ฎีกา 3940/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา