คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2555
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกล่าวถ้อยคำที่แสดงความไม่พอใจหรือกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยืมเงิน แม้จะใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ แต่หากไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรือถูกเข้าใจว่าคดโกง ก็ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
ย่อคำพิพากษา
จำเลยพูดทวงเงินที่ ถ. ค้างชำระแล้วจำเลยกับ ถ. มีปากเสียงด่าว่ากัน และจำเลยได้ด่าว่า โคตรของมึงยืมเงินกูไปเป็นประจำ ไอ้หรัด อีต้อย ก็ไปยืมเงินกู เหตุเกิดขณะ ถ. กับจำเลยต่างทะเลาะโต้เถียงกันต่างอยู่ในอารมณ์โกรธ ข้อความที่ว่าไอ้หรัดซึ่งหมายถึงผู้เสียหายเป็นเพียงคำเรียกหาที่ไม่สุภาพ ส่วนที่ว่าผู้เสียหายเคยยืมเงินจำเลยก็กล่าวตามข้อเท็จจริงซึ่งผู้เสียหายรับว่าเคยกู้ยืมเงินจากจำเลยจริง ทั้งการกู้ยืมเงินกันก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีข้อความกล่าวถึงกับว่าผู้เสียหายคดโกง ดังนี้ ตามความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆ ไปจึงไม่เป็นถ้อยคำที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจถึงขนาดความเชื่อถือไว้วางใจ หรือความคดโกงชั่วร้าย อันจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังแต่ประการใด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 9 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้ปรับจำเลย 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้นางถวิลและนายวิบูลย์ พยานโจทก์ที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยว่ากล่าวข้อความดังกล่าวจะเป็นญาติกับผู้เสียหาย ซึ่งญาติย่อมเบิกความช่วยกันแต่ก็ได้ความจากจำเลยเองว่า หลังเกิดเหตุมีการแจ้งความกล่าวหากัน จำเลยมีโอกาสพบผู้เสียหายที่สถานีตำรวจโดยจำเลยยอมรับว่า จำเลยได้กล่าวพาดพิงถึงผู้เสียหายจริงและกล่าวขอโทษผู้เสียหาย คดีนี้แม้จำเลยจะอ้างว่าได้กล่าวพาดพิงผู้เสียหายในทางอื่น แต่ก็เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ ประกอบกับขณะนั้นทั้งนางถวิลกับจำเลยต่างทะเลาะด่าว่ากันด้วยเรื่องเงินกู้ยืม จึงมีเหตุน่าเชื่อว่าจำเลยได้ว่ากล่าวกับนางถวิลถึงข้อความดังกล่าวจริง อย่างไรก็ตามเหตุเกิดขณะนางถวิลกับจำเลยต่างทะเลาะโต้เถียงกัน ต่างอยู่ในอารมณ์โกรธ ข้อความที่ว่าไอ้หรัดซึ่งหมายถึงผู้เสียหายเป็นเพียงคำเรียกหาที่ไม่สุภาพ ส่วนที่ว่าผู้เสียหายเคยยืมเงินจำเลยก็กล่าวตามข้อเท็จจริงซึ่งผู้เสียหายรับว่าเคยกู้ยืมเงินจากจำเลยจริง ทั้งการกู้ยืมเงินกันก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีข้อความกล่าวถึงกับว่าผู้เสียหายคดโกง ดังนี้ ตามความรู้สึกของวิญญูชนทั่ว ๆ ไป จึงไม่เป็นถ้อยคำที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจถึงขนาดความเชื่อถือไว้วางใจ หรือความคดโกงชั่วร้าย อันจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังแต่ประการใด การกระทำของจำเลยจึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2555
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา โจทก์
นางสุนันทนาถ จารีย์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา · จำเลย - นางสุนันทนาถ จารีย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สนอง เล่าศรีวรกต · โสภณ โรจน์อนนท์ · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงสงขลา - นายจงจิต เพชรจันทร์กัน · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.4636/2550 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา