คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11986/2555
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องเท็จเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ และอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ
ย่อคำพิพากษา
ความผิดฐานฟ้องเท็จ กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม อันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ และอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จ กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม อันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ และอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับศาลชั้นต้นเลื่อนคดีหลายครั้ง เพื่อให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้ตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่จำเลยไม่เคยชำระแม้เพียงบางส่วนให้แก่โจทก์ จำเลยจึงมิได้ขวนขวายและตั้งใจที่จะหาช่องทางชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แม้เป็นการกระทำความผิดครั้งแรกหรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลภายในครอบครัว ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อไม่รอการลงโทษแล้ว จึงเห็นสมควรไม่ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมตามรูปคดี
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11986/2555
นายเรืองชัย สัจจพงษ์ โจทก์
นายสตาวุฒิ วิบูลย์อุทัย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเรืองชัย สัจจพงษ์ · จำเลย - นายสตาวุฒิ วิบูลย์อุทัย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อดิศักดิ์ ปัตรวลี · พิศาล อัยยะวรากูล · ประยูร ณ ระนอง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดขอนแก่น - นางสาวปาริฉัตร ศิริมนตรี · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.2394/2555 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา