⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13789/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13789/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บิดามารดาจะพ้นความรับผิดในผลที่ผู้เยาว์กระทำละเมิดต่อบุคคลอื่นได้ ต้องพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น การให้การเพียงว่าไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวพันกับการกระทำผิดของผู้เยาว์ ไม่ใช่การยกข้อต่อสู้เรื่องการใช้ความระมัดระวังตามควร

ย่อคำพิพากษา

ป.พ.พ. มาตรา 429 บัญญัติให้บิดามารดาต้องร่วมรับผิดในผลที่ผู้เยาว์กระทำละเมิดต่อบุคคลอื่น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น ตามคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองให้ชัดแจ้ง คงให้การเพียงว่าไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวพันกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่ความหมายอย่างเดียวกันกับการใช้ความระมัดระวังตามควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชัดแจ้ง ย่อมไม่มีประเด็นที่จะนำสืบพิสูจน์ให้พ้นความรับผิดตามกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.429

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 145,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 150,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 145,000 บาท และ 150,000 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 141,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวและร่วมกันชำระเงิน 150,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแล จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบ ไม่มีประเด็นที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะนำสืบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ที่บัญญัติให้บิดามารดาต้องร่วมรับผิดในผลที่ผู้เยาว์ทำละเมิดต่อบุคคลอื่น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองให้ชัดแจ้ง คงให้การเพียงว่าไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวพันกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่ความหมายอย่างเดียวกันกับการใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชัดแจ้ง ย่อมไม่มีประเด็นที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะนำสืบพิสูจน์ให้พ้นความรับผิดตามกฎหมาย ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ไปพักอาศัยกับผู้ตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็พยายามติดต่อเพื่อนำตัวจำเลยที่ 1 กลับบ้านและขอร้องผู้ตายให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ก็หลบหนีไปหาผู้ตายอีกจนเกิดเหตุขึ้นนั้น เป็นการนำสืบนอกเหนือจากคำให้การ ไม่อาจรับฟังได้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยกขึ้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดอย่างไร เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่นำสืบจึงรับฟังไม่ได้นั้น ในข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาต้องนำสืบพิสูจน์ว่าตนไม่ต้องรับผิดเพราะเหตุใด หาใช่เป็นหน้าที่นำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสองนำสืบไว้แล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กล่าวอ้างถึงความไม่ต้องรับผิดของตนมาในคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13789/2555 นางจันทร์สม เอี่ยมทอง กับพวก โจทก์ นายกิตติโชค เพชรประสม โดยนายสุชาติ เพชรประสม และนางสำเนา จึงเจริญ ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจันทร์สม เอี่ยมทอง กับพวก · จำเลย - นายกิตติโชค เพชรประสม โดยนายสุชาติ เพชรประสม และนางสำเนา จึงเจริญ ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พฤษภา พนมยันตร์ · อาวุธ ปั้นปรีชา · อธิป จิตต์สำเริง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกำแพงเพชร - นายณพล มีนาภา · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2852/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 42/2498ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 7122/2545ฎีกา 7154/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 647/2521ฎีกา 149/2526ฎีกา 369/2522ฎีกา 2752/2537ฎีกา 4335/2539ฎีกา 370/2506ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 9117/2539ฎีกา 1603/2551ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 5438/2537ฎีกา 85/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา