⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4850/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4850/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เกิดจากการประมาทเลินเล่อของตนในการตรวจสอบเอกสารเพื่อทำสัญญาบริการโทรศัพท์

ย่อคำพิพากษา

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามสัญญาบริการโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่มีผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศจะต้องมีการตรวจสอบชื่อและหลักฐานของผู้ขอใช้บริการ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและสถานที่ติดตั้ง ดังที่มีการระบุรายการเช่นนั้นไว้ในเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารที่ใช้ในการทำสัญญาบริการโทรศัพท์เป็นเหตุให้มีการอนุมัติให้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และในที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการรายนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 409,566.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,265.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 306,265.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545) ต้องไม่เกิน 103,300.60 บาท ตามคำขอของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามสัญญาบริการโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่มีผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จะต้องมีการตรวจสอบชื่อและหลักฐานของผู้ขอใช้บริการ เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสถานที่ติดตั้ง ดังที่มีการระบุรายการเช่นนั้นไว้ในเอกสารดังกล่าว ในข้อนี้โจทก์มี นายสุพจน์ พนักงานตำแหน่งนิติกร 6 ของโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้รอบคอบว่านายสถาปัตย์เป็นผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์จริงหรือไม่ อีกทั้งนางสาวนันทา และนายบุญเชาว์ พยานจำเลยที่ 1 ก็เบิกความเจือสมว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องในการขอใช้บริการโทรศัพท์ทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้มาทำสัญญาบริการโทรศัพท์แทนนั้นจะต้องมีการตรวจสอบต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านด้วย แต่ปรากฏว่านายทิพมลเพียงแต่นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายสถาปัตย์ กับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายทิพมลมาแสดงประกอบหนังสือมอบอำนาจเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบต้นฉบับเอกสารดังกล่าวจากนายทิพมลที่อ้างว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายสถาปัตย์ นอกจากนี้หากมีการตรวจสอบว่านายทิพมลเป็นผู้รับมอบอำนาจที่แท้จริงแล้ว ก็ย่อมจะต้องให้นายทิพมลลงลายมือชื่อในสัญญาบริการโทรศัพท์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ เพราะเมื่อมีการมอบอำนาจแล้วก็เท่ากับว่านายสถาปัตย์ไม่ได้เป็นผู้มาทำสัญญาเอง แต่สัญญาดังกล่าวกลับมีการระบุชื่อนายสถาปัตย์และมีการลงลายมือชื่อนายสถาปัตย์ ซึ่งเป็นข้อพิรุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายสถาปัตย์ล้วนแต่ระบุว่า นายสถาปัตย์มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1788/398 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แต่ในหนังสือมอบอำนาจ และสัญญาบริการโทรศัพท์ กลับระบุว่า นายสถาปัตย์อยู่ที่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 7 ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยอ้างเป็นสถานที่ติดตั้งสำหรับการใช้บริการโทรศัพท์และสถานที่ส่งใบแจ้งหนี้ ซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารที่ใช้ในการทำสัญญาบริการโทรศัพท์ เป็นเหตุให้มีการอนุมัติให้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และในที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการรายนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 อันเป็น การทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4850/2555 การสื่อสารแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - การสื่อสารแห่งประเทศไทย · จำเลย - บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · นพพร โพธิรังสิยากร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นางสาวศรีวิมล ถิระบัญชาศักดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2530/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3616/2558ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 307/2513ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา